ดาวโจนส์ปิดทรุด 1,153 จุด เฟดคงดอกเบี้ย

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดร่วงอย่างหนัก ดาวโจนส์ทรุด กว่า 2.19% Nasdaq ลดลง 1.74% หลังมติ “เฟด” คงอัตราดอกเบี้ย หุ้นกลุ่มชิปที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ นักลงทุนรอผลประกอบการ Microsoft , Meta Platforms “ราคาน้ำมันดิบ” พุ่ง เบรนท์ทะยานเกือบ 8% ทะลุ 90 เหรียญสหรัฐฯ ฟาก “หุ้นยุโรป”ปิดลบ

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ปิดร่วงลงอย่างหนักในวันพุธ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม โดยหุ้นกลุ่มชิปที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่นักลงทุนรอการรายงานผลประกอบการรายไตรมาสของ Microsoft และ Meta Platforms

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,594.14 จุด ลดลง 1,153.18 จุด, -2.19%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,316.15 จุด ลดลง 112.63 จุด, -1.52%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,442.94 จุด ลดลง 433.97 จุด, -1.74%
ดัชนี Nasdaq 100 ยังปรับตัวลดลงถึง 11% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อเดือนมิถุนายน

การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้นั้น มีกรรมการ 3 รายจากสมาชิกทั้งหมด 12 รายในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC)ออกเสียงค้าน โดยเห็นว่าควรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้

เควิน วอร์ช ประธานเฟดมีถ้อยแถลงที่แสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยกล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่า “ผมขอย้ำว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการชุดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และหากมีความจำเป็นหรือเหมาะสม เราก็จะไม่ลังเลที่จะดำเนินการใดๆ”

ไรอัน เดทริก หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Carson Group กล่าวว่า เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมตามที่คาดการณ์ไว้ แต่คำถามที่สำคัญกว่าในตอนนี้คือ จะเผชิญกับแรงกดดันมากแค่ไหนในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน อัตราเงินเฟ้อกำลังสูงขึ้น และด้วยราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ตลาดคาดการณ์ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายนอย่างแน่นอน

ความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อมีมากขึ้นจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวของ Fox News ว่าสหรัฐฯ จะตอบโต้อิหร่านอย่างหนักหน่วง เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวต่อกองกำลังทหารในตะวันออกกลาง ส่งผลให้สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า West Texas Intermediate (WTI) ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 6%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้น 7 จุด สู่ระดับเหนือ 4.67% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี พุ่งขึ้น 10 จุด สู่ระดับเหนือ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007

นักลงทุนต่างเทขายหุ้นกลุ่มชิปอีกครั้งก่อนการรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ หลังจากที่กำไรไตรมาสสองของ SK Hynix ซึ่งแม้สูงขึ้นนั้น ต่ำกว่าที่ Wall Street คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้เกิดความกังวลว่ากระแสความนิยมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจกำลังชะลอตัว

Meta Platforms และ Microsoft จะรายงานผลประกอบการหลังปิดตลาด

หุ้น Vertiv บริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ร่วงลง 17% หลังจากรายงานรายได้ประจำไตรมาสต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

หุ้น Ford Motor เพิ่มขึ้น 2.1% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรประจำปีเป็นครั้งที่สองของปีนี้
หุ้น Lennox ผู้ผลิตระบบ HVAC ร่วงลง 21% หลังจากปรับลดคาดการณ์กำไรประจำปีลง

หุ้น Visa บวก 0.6% หลังจากบริษัทมีผลกำไรรายไตรมาสสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้านการเดินทางที่เพิ่มขึ้นในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก

นักลงทุนยังรอข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ประมาณการเบื้องต้นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนมิถุนายน

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบเล็กน้อย เนื่องจากผลประกอบการที่แตกต่างกันของกลุ่มบริษัทสินค้าหรูสัญชาติฝรั่งเศสได้กดดันภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่นักลงทุนต่างชะลอการซื้อขายเพื่อรอผลการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ

ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปปิดลบหลังปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 3 วันทำการ
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 645.01 จุด ลดลง 1.88 จุด, -0.29%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,908.41 จุด เพิ่มขึ้น 37.39 จุด, +0.34%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,408.27 จุด ลดลง 50.51 จุด, -0.60%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,460.48 จุด ลดลง 3.53 จุด, -0.01%

ดัชนีกลุ่มสินค้าหรู ลดลง 2.4% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงที่มากที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรม

ราคาหุ้น Kering พุ่งขึ้นเกือบ 17% ขึ้นมานำกลุ่มดัชนี STOXX 600 และทำสถิติปรับตัวขึ้นสูงสุดในวันเดียวนับตั้งแต่ปี 2002 หลังจากที่ยอดขายในไตรมาสที่สองของแบรนด์หลักอย่าง Gucci ลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

นักวิเคราะห์จาก HSBC Global Research ระบุในรายงานว่า เชื่อว่าแผนการตลาดเชิงรุกที่วางไว้สำหรับช่วงปลายเดือนสิงหาคมจะช่วยกระตุ้นยอดขายในไตรมาสที่สี่ และผลักดันให้ Gucci กลับมามีการเติบโตที่เป็นบวกได้อีกครั้ง

ราคาหุ้น Hermes ร่วงลง 11% เป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดในวันเดียวนับตั้งแต่ปี 2010 หลังจากที่ผู้ผลิตกระเป๋ารุ่น Birkin รายนี้รายงานตัวเลขการเติบโตของยอดขายในไตรมาสที่สองเป็นไปตามคาด แต่ระบุว่ายังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ลดลง 0.4% เป็นวันที่สามติดต่อกัน โดยได้รับแรงกดดันหลักจากการร่วงลง 4.8% ของหุ้น ASM International ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แม้วบริษัทจะมีการคาดการณ์ผลประกอบการในเชิงบวกก็ตาม

นักลงทุนต่างจับตารายงานผลประกอบการของ Microsoft และ Meta หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการ เพื่อหาสัญญาณความคุ้มค่าจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และประเมินว่าผลกำไรที่ได้นั้นสมเหตุสมผลกับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูงของบริษัทเหล่านี้หรือไม่

ในขณะเดียวกัน คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แต่ตลาดจับตาถ้อยแถลงนโยบายของประธานเฟด อย่างใกล้ชิดเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายในระยะต่อไปของธนาคารกลาง

หุ้นกลุ่มพลังงาน ปรับตัวสูงขึ้น 2.2% ตามราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่พุ่งขึ้นเกือบ 8% จนทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากมีการกลับมาเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความหวังที่จะเห็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านจบลงเร็ว

สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้นตัวอื่นๆ หุ้น Sopra Steria ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทไอทีสัญชาติฝรั่งเศส พุ่งขึ้น 13.6% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของรายได้ตลอดทั้งปี

หุ้น Glencore ปรับตัวขึ้น 2.8% หลังจากยอดการผลิตทองแดงในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 15% อันเป็นผลมาจากคุณภาพแร่ที่สูงขึ้นในแหล่งผลิตหลัก

หุ้น Deutsche Bank เพิ่มขึ้น 1% หลังจากรายงานกำไรไตรมาสที่สองพุ่งขึ้น 10% ซึ่งสวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะลดลง

หุ้น Aberdeen ร่วงลง 4.3% หลังจากบริษัทจัดการสินทรัพย์สัญชาติอังกฤษแห่งนี้มียอดเงินทุนไหลออกสุทธิ (net outflows) สูงถึง 3 พันล้านปอนด์ (4 พันล้านดอลลาร์) ในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการคาดการณ์ว่าจะมียอดเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 800 ล้านปอนด์

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 5.20 ดอลลาร์ หรือ 6.56% ปิดที่ 84.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน ก.ย. เพิ่มขึ้น 6.65 ดอลลาร์ หรือ 7.91% ปิดที่ 90.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–