Hoonsmart.com >>เปิดมุมมอง”สาระ ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ฝ่ามรสุมความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่พุ่งสูงขึ้น เศรษฐกิจโตต่ำ สังคมสูงวัยแบบสุกงอม โลกหมุนเร็ว แต่เงินออม ทักษะใหม่ในการหารายได้โตไม่ทัน ชู ‘Wealthspan’ ทางรอดคนไทยอายุยืนที่ยังมีเงินออมไม่พอ
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) กล่าวว่า วันนี้โลกหมุนไวเกินกว่าความรู้เดิมๆ จะไล่ตามทัน และวิกฤตเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องเรื้อรัง การวางแผนชีวิตและการออมเพื่ออนาคตกลายเป็นวาระสำคัญของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และวิกฤตที่เรื้อรังมาต่อเนื่อง เมืองไทยประกันชีวิต ยังคงรักษาการเติบโตของธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในรอบ 6 เดือนแรกของปี 2569 ผลการดำเนินงานในฝั่ง เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (New Business Premium) เติบโตราว 7% ขณะที่ เบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) ขยับขึ้นถึงประมาณ 9%
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญในการเติบโต มาจากความหลากหลายของกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ประกอบด้วย
ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) ผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยการเสนอขายอย่างถูกวิธี มีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับใหม่เพิ่มขึ้นราว 5%
กลุ่มผลิตภัณฑ์ ShieldLife (ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ Whole Life, แบบสะสมทรัพย์ Return และ Universal Life) ผลิตภัณฑ์น้องใหม่ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 16%
ประกันชีวิตแบบสะสมระยะยาว (Long-term Savings) มีอัตราการเติบโตโดดเด่นถึง 20% สะท้อนถึงความตระหนักรู้ของคนไทยในการวางแผนทางการเงินระยะยาว
นอกจากนี้ อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio: CAR) สูงถึง 390% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้มาก สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงิน สร้างความมั่นใจให้กับผู้ถือกรมธรรม์ในระยะยาว
นายสาระ ได้สะท้อนถึงปรากฏการณ์ Longevity หรือการที่คนเรามีอายุยาวนานขึ้น ซึ่งถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายใหญ่ของประเทศไทยในหลายมิติ
1. ภาวะความรู้ล้าสมัย (Knowledge Obsolescence) โลกยุคปัจจุบันหมุนเร็วด้วยเทคโนโลยีและ AI พัฒนาไปเร็วมา แม้คนจะมีอายุยืนยาวขึ้น แต่น่ากลัวตรงที่ความรู้เดิมอาจกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยได้ง่าย ขณะที่คนรุ่นใหม่ (Gen Y และ Gen Z) สามารถเรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว เพราะเข้าถึงเทคโนโลยีได้ตั้งแต่เกิดและมีความเข้าใจที่โตเร็วกว่า
2. โครงสร้างประชากรและค่านิยมที่เปลี่ยนไป ไทยกำลังเผชิญกับภาวะอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าอัตราการเกิด โดยมีการคาดการณ์ว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ประชากรไทยอาจลดลงเหลือเพียง 33 ล้านคนภายในปี 2083 หรือปี 2626
3.คนรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตไปสู่การไม่แต่งงาน หรือเป็นกลุ่ม DINKs (Double Income, No Kids) และคนโสดมากขึ้น ส่งผลให้เกราะคุ้มครองทางสังคมตามรูปแบบสถาบันครอบครัวเดิมเริ่มอ่อนแรงลง
4. ปัญหาการออมไม่เพียงพอ ประเทศไทยถือเป็น 1 ใน 2 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่เป็นสังคมผู้สูงอายุ แต่คนไทยส่วนใหญ่กลับยังมีเงินออมไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดการวางแผนการบริหารจัดการทางการเงินตั้งแต่ในอดีต
นอกจากปัญหาเงินออมแล้ว อีกหนึ่งความท้าทายใหญ่ของธุรกิจประกันภัยและคนไทยทุกคนคือเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ซึ่งทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 10-15% ขณะที่ไทยอยู่ที่ประมาณ 10% แม้จะต่ำกว่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่ถือเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้และค่าครองชีพ
ปัจจัยที่ส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น ประกอบด้วย
-นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ แม้จะช่วยให้การรักษาแม่นยำและไม่เจ็บปวดเหมือนในอดีต (เช่น การส่องกล้องหรือนวัตกรรมตัดแต่งเนื้อเยื่อ) แต่ก็มาพร้อมกับต้นทุนการรักษาที่สูงขึ้น
-โรคเรื้อรัง NCDs เบาหวาน ความดัน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
-ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ยืดเยื้อ ทำให้เกิดวิกฤตการเดินทางในแถบทะเลแดง ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การขนส่ง ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อโลกและเส้นทางการขนส่งสินค้า ดันอัตราเงินเฟ้อทั่วไปให้ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ฉุดการเติบโตของ GDP ทั่วโลก ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการวางแผนการเงินของประชาชน
นายสาระ มองว่า ประกันสุขภาพ (Health Insurance) และการวางแผนการออมระยะยาว ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับคนไทย เพราะสวัสดิการรัฐยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
“ภายใต้สังคมที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่การออมยังไม่เพียงพอ ร่วมกับค่าเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้น ความท้าทายไม่ได้ตกอยู่แค่ที่ตัวบุคคล แต่คือความท้าทายของทั้งประเทศและองค์กรธุรกิจ ในการหาวิธีการรองรับเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้วิถีชีวิตที่ยืนยาวได้อย่างมั่นคงและมีคุณภาพ”นายสาระ กล่าว
นายสาระ ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากสมาคมเจนีวา (Geneva Association) และ OECD ที่สะท้อนให้เห็นถึง “ช่องโหว่” ขนาดใหญ่ในโครงสร้างชีวิตของคนยุคปัจจุบัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่มักหลงลืมมิติสำคัญของคำว่า “Longevity” (การมีอายุยืนยาว) ที่ต้องควบคู่กับการมี”ความมั่งคั่งทางการเงิน”จึงจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้
”หากไม่มีเงินออม และไม่มีความแข็งแกร่งทาง Wealthspan การมี Healthspan ที่ดีจะเป็นไปไม่ได้เลย ในชีวิตจริง เราต้องมีทุนทรัพย์ในการดูแลตัวเองยามเจ็บป่วยและเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ” นาย สาระ กล่าว
นายสาระ ฉายภาพความสัมพันธ์ของช่วงชีวิต 3 มิติ ที่ทุกคนต้องเผชิญเหมือนกัน
มิติ Lifespan (ช่วงอายุขัย) ที่มีความยาวนานของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความก้าวหน้าทางการแพทย์
มิติ Healthspan (ช่วงอายุที่มีสุขภาพดี) ระยะเวลาที่เรามีชีวิตอยู่โดยปราศจากโรคเรื้อรังหรือความเจ็บป่วยรุนแรง
มิติ Wealthspan (ช่วงเวลาที่มีความมั่งคั่ง) ระยะเวลาที่เงินออมและความมั่งคั่งของเรามีเพียงพอสำหรับรองรับค่าใช้จ่ายในชีวิต
“เราไม่ได้อยู่ในหนังที่ปลูกต้นไม้แล้วจะมีความสุข และสุขภาพดีได้โดยไม่ต้องใช้เงิน การดูแลตัวเองยามเจ็บป่วยล้วนมีต้นทุนทั้งสิ้น” นายสาระ กล่าว
นายสาระ กล่าวว่า จากข้อมูลเฉลี่ยของ OECD และ Geneva Association พบว่า คนส่วนใหญ่มักเผชิญกับ ส่วนต่าง (Gap) ถึง 11 ปี ระหว่าง Lifespan กับ Healthspan นั่นหมายความว่า ในช่วงท้ายของชีวิต มนุษย์เราต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางโรคเรื้อรังหรือภาวะพึ่งพิง (เช่น อัลไซเมอร์ หรือป่วยติดเตียง) ยาวนานถึง 11 ปีโดยเฉลี่ย
ยิ่งไปกว่านั้น Structure ของ Wealthspan ในสังคมไทยยังน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะ
-ช่วงวัยเยาว์ถึงเริ่มทำงาน เรายังไม่มีเงินออม คนส่วนใหญ่มักใช้จ่ายไปกับความสุขและการบริโภค
-ช่วงวัยทำงานถึงวันเกษียณ มีเวลาสะสมเงินออมเพียงไม่กี่สิบปี
-ช่วงหลังเกษียณ (อายุ 55-60 ปีขึ้นไป) รายได้ประจำหยุดลงทันที แต่ช่วงชีวิตกลับยาวนานขึ้น ส่งผลให้เกิด “ช่องโหว่ทางการเงิน” ขนาดใหญ่ในช่วงท้ายของชีวิต เพราะคนส่วนใหญ่มักเริ่มสะสมเงินออมตอนอายุมากแล้ว
แม้ในยุค Gig Economy หรือการทำงานหลายอาชีพ จะช่วยเพิ่มรายได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยทักษะใหม่ๆ ที่ไม่ล้าสมัย (Obsolete) ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI ความรู้ใหม่ๆ มีอายุสั้นลงอย่างรวดเร็ว เด็กจบใหม่เพียง 2 ปี ความรู้ก็อาจตามคนรุ่นใหญ่ทันแล้ว เป็นโจทย์ใหญ่ที่คนรุ่นใหญ่ต้องเร่งปรับตัว
เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายนี้ เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อช่วยแคบช่องว่างระหว่าง Lifespan, Healthspan และ Wealthspan ให้เหลือน้อยที่สุด ประกอบด้วย
1. นวัตกรรมความคุ้มครองที่ยืดหยุ่นและตรงจุด ด้วยการขยายขอบเขตโรคร้ายแรง (CI) และการรับประกันแบบ Personalization เปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยมีประวัติป่วยเป็นโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง สามารถเข้าถึงระบบประกันภัยได้ ผ่านการทำ Underwriting ร่วมกับบริษัทรับประกันภัยต่อ (Reinsurance)
-Disability Coverage รูปแบบใหม่ จากเดิมที่เน้นทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ปรับมาคุ้มครองการทุพพลภาพชั่วคราว (1-2 ปี) ซึ่งสอดคล้องกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นตัวกลับมาได้
-การปลดล็อกเงินกรมธรรม์มาใช้ดูแลสุขภาพ ปรับเปลี่ยนมุมมองประกันชีวิตให้เป็น Outside-in โดยให้ผู้ถือกรมธรรม์สามารถถอนเงินคุ้มครองบางส่วนมาใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล (OPD) ได้โดยไม่ต้องยกเลิกสัญญา และหากมีเงินเหลือในวันที่จากไป มรดกนั้นก็จะตกสู่คนข้างหลังตามโครงสร้างความอบอุ่นของสถาบันครอบครัวไทย
2. เสริมสร้าง Health Literacy และการดูแลแบบเชิงรุก (Prevention) โดยไม่ได้มองแค่การจ่ายค่ารักษาเมื่อป่วย แต่มุ่งส่งเสริม ความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ผ่านการให้ความรู้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบนแพลตฟอร์มของบริษัท ตลอดจนสนับสนุนการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง พร้อมเปิดทดลองให้บริการ Canonic Care (Carre Cover) คลินิกดูแลสุขภาพเบื้องต้น และสร้างเครือข่ายโรงพยาบาลพันธมิตร MTL Smile Hospital Network กว่า 700 แห่งทั่วประเทศ
3. เติมเต็ม Ecosystem รองรับกลุ่ม DINKs และ Single เพื่อรองรับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่แต่งงานแต่ไม่มีบุตร (DINKs) หรือเลือกครองตัวเป็นโสด (SINKs) MTL ได้ร่วมมือกับพันธมิตรใน Ecosystem เช่น มูลนิธิชีวาภิบาล และโครงการ Live Well / นายา ในการทำวางแผนพินัยกรรม (Living Will) และบริการ Independent Living / Nursing Home โดยมีโมเดลกรมธรรม์ที่เมื่อเกิดเหตุการณ์เจ็บป่วยขั้นวิกฤต เช่น สโตรก กระดูกหัก หรืออัลไซเมอร์ ผลประโยชน์จากประกันจะถูกส่งตรงไปยังสถานพยาบาลหรือ Nursing Home ทันที เพื่อให้ผู้เอาประกันได้รับการดูแลอย่างสมบูรณ์แบบแม้ในยามที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว
นายสาระ สรุปทิ้งทายว่า การบริหาร Wealth ไม่ใช่แค่เรื่องของการลงทุน แต่คือการวางแผนชีวิตเพื่อไม่ให้ภาระหนี้สินตกไปสู่คนที่เรารัก ประกันชีวิตหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบตลอดชีพ สะสมทรัพย์ บำนาญ รวมถึง Unit Linked จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้าง Wealthspan
กุญแจสำคัญหลังจากนี้ คือการยกระดับช่องทางการขายและตัวแทนประกันชีวิต ให้ก้าวไปสู่การเป็น “ที่ปรึกษาทางการเงิน” (Advisor) ที่มีความเข้าใจในเชิงลึก เพื่อร่วมวางแผนชีวิตให้คนไทยสามารถ “อายุยืนยาวอย่างมีความสุข มีสุขภาพดี และมีเงินใช้อย่างเพียงพอ” ในทุกช่วงเวลาของชีวิต
โดย วารุณี อินวันนา
