HoonSmart.com>>ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 537 จุด แรงหนุนผลประกอบการแกร่ง น้ำมันดิบร่วงกว่า 4% นักลงทุนโยกเงินลงทุนจากกลุ่ทเซมิคอนดักเตอร์เข้ากลุ่มอื่น รอประชุมเฟด ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป”ปิดบวก
ดัชนี Dow Jones Industrial Average และ S&P 500 วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ปิด
บวก โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ราคาน้ำมันที่ลดลง และการโยกย้ายเงินทุนจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ไปยังกลุ่มตลาดอื่นๆ ก่อนการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนครั้งสำคัญ และการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันพุธ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 52,747.32 จุด เพิ่มขึ้น 537.24 จุด, +1.03%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,428.78 จุด เพิ่มขึ้น 15.60 จุด, +0.21%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,876.91 จุด ลดลง 55.17 จุด, -0.22%
ราคาหุ้น Boeing และ Coca-Cola ที่ปรับตัวสูงขึ้นช่วยชดเชยการร่วงลงของหุ้นกลุ่มชิป ก่อนที่จะมีการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสของ Apple และบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ในสัปดาห์นี้ แม้ว่าดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบหลักจะปิดตลาดในแดนลบก็ตาม
หุ้น Sherwin-Williams ปรับตัวขึ้น 8% หลังจากรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ดีกว่าคาด ซึ่งช่วยหนุนดัชนีหลักให้ปรับตัวสูงขึ้น ทางด้านยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มอย่าง Coca-Cola พุ่งขึ้น 5% จากผลประกอบการทั้งรายได้และกำไรที่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึงการปรับเพิ่มคาดการณ์ผลการดำเนินงานตลอดทั้งปี
บรรยากาศในตลาดสะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนกลุ่มการลงทุน ไปยังหุ้นในกลุ่มเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม (old-economy) และกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย เช่น กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เคยพุ่งแรงกลับได้รับผลกระทบเชิงลบ
นักวิเคราะห์ระบุว่า การปรับเปลี่ยนกลุ่มการลงทุนในวงกว้าง และแรงส่งราคาที่ชะลอตัวต่อเนื่องตลอดช่วง 6-8 สัปดาห์ที่ผ่านมา มาจากปัจจัยทางเทคนิคของตลาดมากกว่าการเปลี่ยนแปลงด้านปัจจัยพื้นฐาน
ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Boeing และ Coca-Cola ช่วยชดเชยบรรยากาศการลงทุนที่ซบเซาในกลุ่มธุรกิจชิป ท่ามกลางกระแสข่าวว่า Nvidia กำลังพิจารณาให้การสนับสนุนด้านเงินทุนมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์แก่ OpenAI ซึ่งจะยิ่งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองบริษัทให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับประเด็นการหมุนเวียนเงินทุนระหว่างกัน
นอกจากนี้ นักลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยียังมีความกังวลว่าคู่แข่งจากจีนกำลังไล่ตามด้านเทคโนโลยี AI ให้ทันบริษัทสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในอนาคต
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับลง โดยกองทุน VanEck Semiconductor ETF ร่วงลงกว่า 3% และปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ขณะที่หุ้นของ Micron และ AMD ต่างร่วงลงมากกว่า 8%
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เผชิญกับการขายออกหลายระลอก เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับมูลค่าที่สูงเกินไปและการระดมทุนแบบหมุนเวียนในภาคส่วนนี้
การรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้ของบริษัทในกลุ่ม “Magnificent Seven” ได้แก่ Microsoft, Amazon.com, Meta และ Apple จะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับภาวะตลาดขาขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่ Alphabet และ Tesla สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจากการรายงานตัวเลขกระแสเงินสดที่เป็นลบ
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงช่วยพยุงตลาดไว้ได้บ้าง ขณะที่อิหร่านมีการหารือเกี่ยวกับประเด็นช่องแคบฮอร์มุซร่วมกับซาอุดีอาระเบียและโอมาน
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประกาศการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยในวันพุธนี้ นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แต่จะต้องการความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินนโยบายการเงินต่อไป ข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch Tool ระบุว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยเฟด (Fed funds futures) ครั้งล่าสุดบ่งชี้ว่าเฟดจะปรับขึ้น 0.25%ในเดือนกันยายน
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจ ผลสำรวจของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ Conference Board รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคมลดลงสู่ระดับ 90.8 จากระดับ 92.2 ในเดือนมิถุนายนและต่ำกว่า 92.3ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Unilever ซึ่งช่วยดันราคาหุ้นในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคให้ปรับตัวขึ้น และช่วยชดเชยความอ่อนตัวของหุ้นในกลุ่มอื่น ๆ ท่ามกลางบรรยากาศการรายงานผลประกอบการที่คึกคักขึ้น
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 646.89 จุด เพิ่มขึ้น 2.27 จุด, +0.35%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,871.02 จุด เพิ่มขึ้น 89.27 จุด, +0.83%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,458.78 จุด เพิ่มขึ้น 52.72 จุด, +0.63%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,464.01 จุด เพิ่มขึ้น 102.98 จุด, +0.41%
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งสินค้าจำเป็นและสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวดีขึ้นหลังจากมีการเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่ง
ดัชนีกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และดัชนีกลุ่มสินค้าส่วนบุคคลและของใช้ในของ STOXX 600 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.8% และ 2.3% ตามลำดับ โดยถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุด
หุ้น Unilever พุ่งขึ้น 8% เป็นการปรับตัวขึ้นรายวันที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี หลังจากที่กลุ่มบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคแห่งนี้มียอดขายในไตรมาสที่ 2 เติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ การปรับตัวขึ้นของหุ้นดังกล่าวมีส่วนช่วยหนุนให้ดัชนี FTSE 100 ของตลาดหุ้นลอนดอน ปรับตัวสูงขึ้น 0.8% ด้วย
หุ้น Mercedes-Benz ปรับตัวขึ้น 2.9% หลังจากที่ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันรายนี้รายงานผลกำไรจากการดำเนินงานประจำไตรมาสที่เพิ่มขึ้นถึง 22%
หุ้นในกลุ่มสินค้าหรูได้รับแรงหนุนหลังจาก LVMH รายงานยอดขายประจำไตรมาสเพิ่มขึ้น 3% แม้ว่าราคาหุ้นของ LVMH เองจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ดัชนีหุ้นกลุ่มสินค้าหรูของยุโรปในภาพรวม กลับปรับตัวสูงขึ้น 1.5%
นิโคลาส บรูกส์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและการลงทุนของ ICG กล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง และการเติบโตของผลประกอบการในภาพรวมก็ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ยังคงเป็นที่จับตาหลังจากมีรายงานข่าวว่าจีนเริ่มผลิตเครื่องจักรสำหรับกระบวนการผลิตชิปด้วยแสงอัลตราไวโอเลตความเข้มสูงแบบแช่ (immersion deep-ultraviolet lithography) ที่พัฒนาขึ้นเองภายในประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับการแข่งขันในตลาดหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังการรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินว่ากระแสความนิยมในธุรกิจ AI จะยังคงเติบโตต่อไปได้อีกหรือไม่
สำหรับหุ้นที่มีความเคลื่อนไหวโดดเด่นอื่นๆ หุ้น Barclays ลดลง 4.8% แม้รายงานกำไรในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 17% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยนักวิเคราะห์ระบุว่าผลการดำเนินงานในส่วนธุรกิจตราสารทุน นั้นต่ำกว่าความคาดหมายของตลาด เมื่อเทียบกับผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมของคู่แข่งในวอลล์สตรีทในช่วงไตรมาสเดียวกัน
หุ้นกลุ่มพลังงาน ลดลงมากที่สุด โดยร่วงลง 2.4% เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความคาดหวังเชิงบวกเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดข้อตกลงฉบับใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ระงับการโจมตีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ตลาดจับตาถ้อยแถลงเกี่ยวกับนโยบายของ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันพุธนี้ โดยคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมครั้งนี้
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 3.35 ดอลลาร์ หรือ 4.1% ปิดที่ 79.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 4.27 ดอลลาร์ หรือ 4.8% ปิดที่ 84.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
