ดาวโจนส์ปิดบวก 262 จุด รอผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่

HoonSmart.com>>ดาวโจนส์ปิดบวก 262 จุด ดัชนี Nasdaq ลบ นักลงทุนรอข้อมูลแนวโน้มธุรกิจบริษัทเทคขนาดใหญ่ “ราคาน้ำมันดิบ” เบรนท์ ร่วง 8.7% ปิดที่ 88.36 ดอลลา ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดทรงตัว

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ปิดแบบผสมผสาน โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average และ S&P 500 ปิดตลาดในแดนบวก เนื่องจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มชิปน้อยลง ขณะที่นักลงทุนรอข้อมูลและแนวโน้มธุรกิจจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ อีกทั้งยังมีความกังวลว่าราคาน้ำมันที่ยังคงยืนระดับสูงอาจบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 52,210.08 จุด เพิ่มขึ้น 262.83 จุด, +0.51%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,413.18 จุด เพิ่มขึ้น 1.20 จุด, +0.02%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,932.08 จุด ลดลง 43.74 จุด, -0.18%

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวลดลงในวงกว้าง แม้ดีดตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดระหว่างวันก็ตาม โดยกองทุน VanEck Semiconductor ETF ลดลงกว่า 2% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องจากวันศุกร์ ทางด้านหุ้น AMD และ Teradyne ต่างลดลง 5% และ 4% ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นการนำกลุ่มที่ปรับตัวลง ส่วนหุ้น Micron Technology ปรับตัวลดลงประมาณ 2%

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปต่างปรับตัวขึ้นขานรับข่าวการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) ครั้งใหญ่ของ CXMT ผู้ผลิตชิปสัญชาติจีนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้เมื่อวันจันทร์

ตลาดหุ้นยังคงเผชิญแรงกดดันหลังจากสำนักข่าว The Information รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า จีนได้เริ่มพัฒนาเครื่องมือสำหรับกระบวนการผลิตชิป Deep Ultraviolet (DUV) Lithography ซึ่งใช้ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ขึ้นเองภายในประเทศนั้น ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอีก เนื่องจากถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ

หุ้น ASML ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ ปรับตัวลดลงเกือบ 6% หลังจากมีรายงานข่าวดังกล่าว

ดัชนีหุ้นกลุ่มชิป PHLX ปรับตัวลดลงต่อเนื่องอีก 2.2% โดยดัชนีดังกล่าวร่วงลง 21% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน แต่ยังคงปรับตัวขึ้น 63% ในปี 2026

นอกจากนี้ นักลงทุนกำลังปรับพอร์ตการลงทุนท่ามกลางสัญญาณที่บ่งชี้ว่าภาวะฟองสบู่ของหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเริ่มคลายตัวลง ราคาหุ้นยังคงต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน

บริษัท Microsoft, Amazon , Meta และ Apple มีกำหนดรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสในสัปดาห์นี้ ขณะที่นักลงทุนต่างตั้งคำถามว่าแนวโน้มขาขึ้นของตลาดที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้น กำลังเริ่มแผ่วลงหรือไม่

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างตื่นตระหนกกับผลประกอบการรายไตรมาสของ Tesla และ Alphabet ซึ่งเผยให้เห็นถึงการทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์โดยเฉลี่ยว่าผลประกอบการรวมของบริษัทในดัชนี S&P 500 ประจำไตรมาสที่ 2 จะพุ่งขึ้น 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตดังกล่าว

ในส่วนอื่นๆของตลาด กลุ่มบริการด้านการสื่อสารและกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในการซื้อขายรอบนี้

Walmart เพิ่มขึ้น 2.1%, Microsoft เพิ่มขึ้น 1.9% และ Johnson & Johnson เพิ่มขึ้น 1% โดยหุ้นทั้งสามตัวนี้มีส่วนช่วยพยุงดัชนี S&P 500 ให้ยังคงยืนอยู่ในแดนบวกได้

ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวลดลง 8% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่สหรัฐฯ ตัดสินใจระงับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านอย่างกะทันหันเมื่อวันเสาร์ ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับท่าทีเชิงยุทธศาสตร์ครั้งล่าสุดของประธานาธิบดีทรัมป์ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 5 เดือน

ราคาหุ้นของบริษัทน้ำมันต่างปรับตัวลดลง โดยหุ้น Occidental Petroleum ร่วงลง 4.1% และหุ้นของ Exxon Mobil ลดลง 1.4%

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีกำหนดประกาศการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินในวันพุธนี้ โดยข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch บ่งชี้ว่านักลงทุนคาดการณ์โอกาส 62% ที่ธนาคารกลาง
จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม และมีโอกาส 38% ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%

ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนมิถุนายนมีกำหนดเปิดเผยในวันพฟหัสบดีถัดจากการประกาศผลการประชุมของธนาคารกลาง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้

ตลาดหุ้นยุโรปปิดทรงตัว โดยแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นำโดย ASML ได้สกัดแรงหนุนจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ผ่อนคลายและการร่วงลงอย่างหนักของราคาน้ำมัน

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 644.62 จุด เพิ่มขึ้น 0.11 จุด, +0.02%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,781.75 จุด เพิ่มขึ้น 45.52 จุด, +0.42%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,406.06 จุด เพิ่มขึ้น 33.78 จุด, +0.40%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,361.03 จุด เพิ่มขึ้น 262.03 จุด, +1.04%

ดัชนีเทคโนโลยี ลดลง 1.7% จากที่ปรับตัวขึ้นก่อนหน้านี้ เนื่องจากหุ้น ASML ร่วงลง 8.4%

สำนักข่าวรายงานว่า พัฒนาเครื่องมือสำหรับกระบวนการผลิตชิป Deep Ultraviolet (DUV) Lithography ขึ้นเองภายในประเทศนั้น ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลิตชิปที่ ASML ครองตลาดมาอย่างยาวนาน

การซื้อขายที่ซบเซาลามไปทั่วทั้งกลุ่มอุตสาหกรรม โดยหุ้น ASM International ลดลง 7.1% และหุ้น BE Semiconductor ร่วงลง 9.7%

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ลดลง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการ เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้นเกือบ 2% เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยหนุนแนวโน้มธุรกิจสายการบินให้ดีขึ้น ทั้งนี้ หุ้น Lufthansa , IAG และ Ryanair ต่างปรับขึ้นกว่า 1% หุ้นกลุ่มพลังงาน ปรับตัวลดลง 2%

นักลงทุนกำลังจับตาการตัดสินใจด้านนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันพุธนี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ถึงทิศทางของอัตราดอกเบี้ย

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม แต่ก็ได้มีการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ภายในช่วงสิ้นปี 2026

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจะติดตามผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ซึ่งรวมถึง Microsoft, Meta Platforms, Amazon และ Apple เพื่อหาสัญญาณว่าภาวะตลาดที่ปรับตัวขึ้นโดยมีปัจจัยหนุนจากกระแส AI นั้นจะสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่

ในส่วนของหุ้นอื่นๆ หุ้น AstraZeneca บริษัทผู้ผลิตยา เพิ่มขึ้น 1.7% หลังจากที่รายงานผลกำไรไตรมาสที่ 2 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยืนยันเป้าหมายการคาดการณ์ผลประกอบการสำหรับปี 2026 อีกครั้ง

ทางด้าน Vodafone บริษัทโทรคมนาคมปรับตัวขึ้น 4.9% หลังจากที่ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการ เพื่อสะท้อนถึงการเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ใน Safaricom ของเคนยาเมื่อเร็วๆ นี้ อีกทั้งยังระบุว่าคาดว่าผลประกอบการจะออกมาในระดับสูงสุดของกรอบตัวเลขที่ปรับปรุงใหม่

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 6.70 ดอลลาร์ หรือ 7.5% ปิดที่ 82.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เพิ่มขึ้น 8.27% ในรอบสัปดาห์นี้และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 8.42 ดอลลาร์ หรือ 8.7% ปิดที่ 88.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเกือบ 10% ในรอบสัปดาห์นี้

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–