HoonSmart.com>>”เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ฯ”(DELTA) ดิ่ง 7%”ซีอีโอ”สร้างความมั่นใจนักวิเคราะห์ รายได้ปีนี้โตสองหลัก AI-Data Center ดันออเดอร์ล่วงหน้าทะลัก จ่อปรับขึ้นราคาขายไตรมาส 4 เพิ่มอัตรากำไร บล.บัวหลวงยืนยันเป้าปีหน้า 440 บาท ปีนี้ 360-370 บาท ลุ้นกำไร 37,000 ล้านบาท ปีหน้าโต 48% แนะสะสม 275 บาท ผู้บริหารเร่งสร้างกำไรครึ่งปีหลัง แก้ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบแล้ว บล.หยวนต้าแนะเทรดดิ้ง เป้ากลางปีหน้า 333 บาท ส่วนบล.ทิสโก้-ฟิลลิปลดน้ำหนักเป็นขายหั่นราคาลง

วันที่ 27 ก.ค.2569 นักลงทุนพร้อมใจกันเทกระจาดหุ้น บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA กดราคาหัวทิ่ม ปิดที่ระดับต่ำสุด 285 บาท ร่วงลง 22 บาท คิดเป็น 7.17% มูลค่าซื้อขายสูงสุดของวัน 8,151.87 ล้านบาท ผิดหวังกำไรไตรมาสที่ 2/2569 ทำได้เพียง 6,000 ล้านบาท หดตัว 33%จากไตรมาสก่อน(QoQ) ต่ำกว่าที่ตลาดคาด 30% ประกอบกับ Analyst meeting โทนยังเป็นลบปัญหาต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นจะยังกดดันอัตรากำไรขั้นต้นไปจนถึงต้นไตรมาส 4 จึงเป็นไปได้สูงที่ตลาดจะปรับลดคาดการณ์กำไรในปีนี้ลง
นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทยังคงมีมุมมองเชิงบวกในช่วงที่เหลือทำให้รายได้ทั้งปีเติบโตตามเป้าหมายในระดับเลขสองหลัก ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการของตลาดที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงปริมาณคำสั่งซื้อล่วงหน้าที่แข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center แม้ยังมีปัจจัยท้าทายทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานก็ตาม
“บริษัทมองว่าในไตรมาส 3 น่าจะเห็นสัญญาณที่คลี่คลายจากการตั้งสำรองสินค้าคงคลัง ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นตั้งแต่ต้นปีรวมถึงต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บริษัทมีแผนจะคุยกับลูกค้าตามรอบของการเจรจาในไตรมาส 4 คาดเห็นความชัดเจนในการปรับเพิ่มราคาขายสินค้า เพื่อรักษาอัตรากำไร”
สำหรับปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์เป็นอุปสรรคสำคัญในระยะสั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อผู้ผลิตจีน บริษัทฯจึงเร่งหาแหล่งวัตถุดิบสำรองอย่างกะทันหัน ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและการส่งมอบสินค้าในกลุ่ม AI และ Data Center แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลายคาดว่าจะยังส่งผลกระทบไปจนถึงไตรมาส 3
ส่วนสถานะคำสั่งซื้อ ปัจจุบันบริษัทมีความชัดเจนของยอดคำสั่งซื้อล่วงหน้าของลูกค้าที่ส่งมาเป็นราย 6 เดือน เห็นภาพรวมการผลิตที่ชัดเจน นอกจากนี้บริษัทยังมีนโยบายควบคุมความเสี่ยงด้วยการกำหนดช่วงเวลายืนยันออเดอร์ 3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกค้าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้อได้ ส่วนมาตรการภาษีการค้ารอบใหม่ ที่สหรัฐฯ จัดเก็บภาษีกับ 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทยในอัตรา 12.5% บริษัทยังแบ่งขันได้เพราะอัตราภาษีใกล้เคียงกับประเทศอื่นในภูมิภาค และอัตราภาษีที่สูงขึ้นจากเดิม 10 % บริษัทจะเจรจาเพื่อให้ลูกค้าจ่ายส่วนดังกล่าว ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
DELTA ยังคงเดินหน้าลงทุนงานวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง โดยใช้งบลงทุน 3-3.5% ของรายได้ ปัจจุบันรายได้ของ DELTA ประเทศไทย มีบทบาทสำคัญต่อเครือเดลต้า กรุ๊ป ทั่วโลก สร้างรายได้ในสัดส่วน 1 ใน 3 และมีแนวโน้มจะขยับขึ้นสู่ระดับ 30-40% ภายใน 3 ปีข้างหน้า
บล.บัวหลวงชวนเก็บแถว 275 บาท ลุ้นกำไรปีนี้ 37,000 ล้านบาท
ทางด้าน นาย นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง กล่าวว่า ยังคงแนะนำ”ซื้อ”หุ้น DELTA และยืนยันเป้าหมายราคาหุ้นปีหน้าที่ 440 บาท ปีนี้ให้มูลค่า 360-370 บาท แม้ว่าในระยะสั้น เดือนก.ค.-ส.ค. หุ้นจะมีโอกาสพักตัวบริเวณ 270-280 บาท แถว 275 บาทน่าจะเป็นจุดที่สะสมได้
เหตุผลที่ยังคงสนับสนุนเป้าหมายราคาที่ 440 บาท เนื่องจากสาเหตุหลักที่ทำให้กำไรไตรมาสที่ 2 ออกมาต่ำกว่าที่คาด เพราะคำสั่งซื้อที่ผลิตไม่ได้ประมาณ 100 ล้านเหรียญ ผลกระทบจากซัพพลาย ผู้ผลิตจีนถูกแซงชั่นในเดือนก.ค.เป็นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ปัจจุบันบริษัทฯหารายใหม่ได้แล้ว น่าจะหนุนให้รายได้ไตรมาสที่ 3 กลับมาโต 10-15% การผลิตและส่งมอบดีขึ้น ลดภาระการตั้งสำรอง และลด Royalty to sales ลง อัตรากำไรน่าจะดีขึ้น
ขณะที่ดีมานด์ไม่ได้รับผลกระทบ ความต้องการซื้อสินค้ายังสูงอยู่ อาทิ Google ยังคงเดินหน้าเพิ่มการลงทุนในธุรกิจคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เชื่อว่าสามารถปรับราคาขายได้ โดยที่ลูกค้าไม่ได้เปลี่ยนไปซื้อจากรายใหม่ นอกจากนี้บริษัทให้ข้อมูลเรื่องสัดส่วนรายได้และกำไรตามปกติ ในช่วง 6 เดือนแรกอยู่ที่ 45% ครึ่งปีหลัง 55% สำหรับปีนี้ครึ่งแรกอยู่ที่ 40% ครึ่งหลัง 60% หากการฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง เป็นไปตามที่บริษัทคาดจะทำให้กาไรน่อยู่ที่ 22,000-23,000 ล้านบาท เติบโต 55% YoY และ 45% HoH จากครึ่งปีทำได้ 15,156 ล้านบาท รวมทั้งปีประมาณ 37,000 ล้านบาท ปีหน้าเติบโต 48% ยกเว้นว่าจะแก้ปัญหาซัพพลายไม่ได้
ขณะเดียวกัน เดลต้าไทยและเดลต้าไต้หวัน เป็นผู้นำตลาดที่ใหญ่ และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
“หุ้นธีม AI ยังอยู่ หุ้นไทยก็หนีไม่พ้น DELTA ในช่วงนี้ ยกเว้นว่าจะเกิดฟองสบู่ แม้ว่าตลาดจะมีความกังวลเรื่องการลงทุนเยอะ Google มีกระแสเงินสดติดลบ แต่หากการใช้แพร่หลาย ทำกำไรได้มากขึ้น”
นอกจากนี้ บล.บัวหลวงชอบหุ้น KCE มากที่สุดในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย และเป็นบริษัทเดียวที่ไม่มี AI ไม่คิดจะทำ แต่การฟื้นตัวจากสตอรี่ของ AI การฟื้นตัวของตลาดที่ดีขึ้น จะมีการปรับขึ้นราคา ไตรมาส 3-4 ของ AI ยานยนต์ จะทำให้การแข่งขันในกลุ่มยานยนต์ดีขึ้น ทิศทางตลาดรถยนต์น่าจะผ่านจุดต่ำสุดแล้วเริ่มเห็นยอดขายแะผลิตดีขึ้น สนับสนุนแนวโน้มของ KCE โดยเฉพาะ EV เพราะใช้ทุกยี่ห้ออยู่ในระบบ หน้าจอ และจุดเบรค ให้เป้าหมายราคาหุ้น 47 บาทปีหน้า จากการทำกำไร 1,100 ล้านบาทในปีนี้เป็น 1,900 ล้านบาทเติบโต 70%
บล.บัวหลวงแนะนำ”ถือ” HANA ราคาเป้าหมาย 42 บาท สตอรี่โครงการ 2 ตัวที่ได้ AI ยังมีความเสี่ยงที่เป็นโครงการใหม่ที่จะต้องติดตามว่าจะมีมีปัญหาอะไรไหมในไตรมาสที่ 4
หยวนต้าให้เทรดดิ้ง”หุ้นลงเป็นโอกาสสะสม”
บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) แนะนำ”เทรดดิ้ง” DELTA คงราคาเป้าหมายกลางปีที่ 333 บาท อิง PE 87.3 เท่า หรือ +1.05D คาดกำไรจะฟื้นตัวเทียบไตรมาส (QoQ) ในช่วงที่เหลือของปี จากการจัดหาวัตถุดิบที่ดีขึ้น และการเร่งตัวของธุรกิจ Liquid Cooling จึงคงประมาณการกำไรปกติปีนี้ที่ 4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% (YoY)
“คาดหุ้นตอบสนองเชิงลบระยะสั้นจากผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งมองเป็นโอกาสสะสม เพื่อรอการฟื้นตัวของกำไรในครึ่งปีหลัง “บล.หยวนต้าระบุ
บล.กรุงศรียังคงคำแนะนำ “Reduce” ราคาเป้าหมาย 265 บาท หากบริษัทไม่สามารถหาแนวทางบรรเทาแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบได้ในไตรมาสที่ 3 มองว่ามีความเสี่ยงที่จะถูกลดประมาณการลง ท่ามกลางความท้าทายในการสร้างการเติบโตของรายได้จากสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ให้ได้ 70% ทั้งในปีนี้และปีหน้า พร้อมกับการเติบโตของกำไรที่ 50% ในช่วงปี 2569-2570
บล.ทิสโก้ ปรับลดคำแนะนำเป็น “ขาย”และปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 268.50 บาท (จากเดิม 305 บาท) จากมูลค่าหุ้นที่ตึงตัวและความไม่แน่นอนของอัตรากำไร จึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2570 ลง 14-11% เหลือ 35,880-49,093 ล้านบาท
