ปตท.เปิดที่มาราคา 40 บาท ลั่นปันผล 6-7%ต่อ ต่างชาติชอบโมเดล’โตทั้งกลุ่ม’ แห่สนอินฟราฟันด์แท้งค์ฯ

HoonSmart.com>>น.ส.ภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. (PTT) กล่าวกรณีราคาหุ้น PTT วิ่งขึ้นมาแตะ 40 บาท สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปีว่า ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาซื้อหุ้นปตท.เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เพราะชอบมากกับกลยุทธ์และการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ของกลุ่มปตท.ในการประสานความแข็งแกร่ง เพื่อเติบโตไปด้วยกัน เมื่อลูกๆแข็งแรงและดีขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทแม่ ทำให้ปตท.สามารถจ่ายเงินปันผลระดับ 6-7% ต่อปีได้อย่างต่อเนื่อง  

กลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในหุ้นปตท. มีความหลากหลาย มีทั้งกองทุนที่เน้นกระจายเงินลงทุนไปทั่วโลก (Global Fund) และกองทุนบำเหน็จบำนาญ

” เราไปโรดโชว์ให้ข้อมูลแก่นักลงทุนต่างประเทศ ต่างเห็นกลุ่มปตท.ปรับตัวได้เร็ว ในการรวมพลังปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สิน รวมกันเราอยู่แล้วโต โดยมีปตท.เป็น backbone (เสาหลัก) ทั้งในเรื่องของการกู้เงินและการทำธุรกิจ จากที่ผ่านมาแต่ละบริษัทต่างคนต่างทำ  โครงสร้างพื้นฐานตั้งอยู่กระจัดกระจาย เราก็ดึงโครงสร้างพื้นฐานมารวมกัน ตั้งบริษัท แทงค์ อินฟรา สร้างธุรกิจใหม่ และเตรียมจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) แทงค์ฯแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อดึงดูดเงินทุนจากกองทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างชาติ   ซึ่งมีนักลงทุนไม่น้อยกว่า 20 รายแสดงความสนใจ คาดว่จะมีการเจรจาในครึ่งปีหลัง”

แนวทางการปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สิน ไม่จำเป็นต้องขายธุรกิจที่ไม่ใช่เพียงอย่างเดียว บางธุรกิจก็หาพันธมิตรที่เชี่ยวชาญกว่าเข้ามาลงทุนแทน สามารถสร้างการเติบโตที่ดีขึ้น เมื่อได้เงินมา ช่วยเสริมสภาพคล่องและสร้างกระแสเงินสดกลับสู่บริษัทในกลุ่ม นำมาลงทุนในโครงการใหม่ที่ดีแล้ว  ยังจ่ายคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วย ซึ่งปตท.ได้ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 6-7% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะให้ในปีนี้และปีต่อๆไปได้

“เราต้องมีการทบทวนพอร์ตตลอด เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้เงินเพื่อลงทุนแต่ละโครงการก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การรักษาวินัยทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญ ต้องพิจารณา Debt to EBITDA (อัตราส่วนหนี้สินต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) เพื่อทำให้ฐานะการเงินแข็งแรง พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์”

ปตท.กู้แทนลูก ต้นทุนถูกกว่า 0.50 บาท

วิกฤตการณ์พลังงานครั้งนี้ ทำให้กลุ่มปตท.ต้องการสภาพคล่องสูงถึง 2 แสนล้านบาท แต่ไม่ได้ให้บริษัททั้ง 6 แห่งในกลุ่มไปกู้เงิน แข่งขันเรื่องอัตราดอกเบี้ยกันเอง โดยปตท.ที่มีอันดับเครดิตแข็งแกร่งเท่ากับอันดับเครดิตของประเทศไทย คาดว่าจะได้ต้นทุนดอกเบี้ยถูกกว่าบริษัทลูกอย่างน้อย 0.50% ต่อปี  และนำไปให้กู้ยืมเงินระหว่างกันในกลุ่ม

ล่าสุดได้จับมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ ได้วงเงินสินเชื่อกว่า 68,000 ล้านบาท ถือว่าเพียงพอสำหรับสภาพคล่องที่ต้องการภายในปีนี้ 2 แสนล้านบาทแล้ว แต่จะต้องดู ปีหน้าและปีต่อๆไปด้วย การกู้เงินมา บางทีได้ดอกเบี้ย 2-3% หากยังไม่ใช้เสียแค่ค่ารักษาวงเงินเท่านั้น สามารถนำไปบริหาร หาแหล่งลงทุนที่คุ้มครองความเสี่ยงของเงินต้น ได้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย

ส่วนการออกหุ้นกู้ ในปี 2569 ไม่มีความจำเป็น แต่ปีก่อนออกเสนอขาย 20,000 ล้านบาท ก็อาจจะพิจารณาออก 20,000 ล้านบาท เช่นเดียวกัน เพื่อรักษาฐานผู้ถือหุ้นกู้เดิมและขยายฐานนักลงทุนใหม่ เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยไม่สูงกว่าเดิมที่เคยขายสกุลเงินบาท อายุ 5 ปี ดอกเบี้ย 2%  เท่านั้น

กลุ่มปตท.มีมาร์เก็ตแคปรวม 2,398,418 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 579,349 ล้านบาท

ในปี 2569 หุ้นไทยพุ่งแรงโดดเด่นติดอันดับโลก ณ วันที่ 24 ก.ค. ดัชนี SET ปิดที่ 1,644.39  จุด ก้าวกระโดดขึ้นมา  384.72 จุด สูงถึง 30.54% หลังจากนักลงทุนต่างชาติขนเงินเข้ามาไล่ซื้อสุทธิถึง 75,821.98  ล้านบาท หาแหล่งลงทุนปลอดภัย ท่ามกลางสงครามอิหร่าน-สหรัฐอเมริกาทวีความรุนแรงหลายระลอก  เกิดวิกฤตการณ์พลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100  ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ค่าการกลั่นสูง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่  อัตราเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและราคาปิโตรเคมี กลับส่งผลดีต่อธุรกิจในกลุ่มปตท.เห็นได้ชัดว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรง  โดย 6 บริษัท  ประกอบด้วย PTT,PTTEP,GC,GPSC,TOP,IRPC  ราคาปรับตัวขึ้นในช่วง 23.44-126.26% ณ วันที่ 24 ก.ค.2569 เทียบกับสิ้นปี 2568 มีเพียง OR เพียงบริษัทเดียวที่ราคาลดลงเล็กน้อย 3.76%ปิดที่ 12.80 บาท หลังจากเดินหน้าขึ้นไปสูงสุดแตะ 13.20 บาท ใกล้เคียงกับปิดที่ 13.30 บาทเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา  หุ้นปตท.ปิดที่ 39.50 บาท หลังจากวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างวันขึ้นไปแตะที่ 40 บาท หลังจากไม่เห็นระดับนี้มานาน เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2565 ปิดที่ 40 บาท ซึ่งคาดว่ายังมีโอกาสเดินหน้าได้ต่อ ราคาปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชีที่ 41.46 บาทต่อหุ้น คิดเป็น P/BV 0.95 เท่า แนวโน้มกำไรมีการเติบโตและให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ดี

ขณะเดียวกันกลุ่มปตท. 7 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือมาร์เก็ตแคป รวมทั้งสิ้น 2,398,418 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 579,349 ล้านบาทจากสิ้นปีที่ผ่านมา  ราคาหุ้นมีน้ำหนักสูง การเคลื่อนไหวในแต่ละวันมีผลต่อตลาดหุ้นไทย