ดาวโจนส์ปิดลบ 6 จุด รอผลประกอบการ จับตาตะวันออกกลาง

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี Nasdaq นำปรับตัวลง หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซื้อขายผันผวน ดาวโจนส์ลบเล็กน้อย 6 จุด นักลงทุนรอรายงานผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เกาะติดสถานกาารณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบพุ่งต่อ 3% ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป”ปิดบวก

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ปิดลบ โดยดัชนี Nasdaq นำการปรับตัวลง หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซื้อขายผันผวน ขณะที่นักลงทุนรอรายงานผลประกอบการที่สำคัญของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Alphabet และเกาะติดสถานกาารณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
         
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 52,218.58 จุด ลดลง 6.06 จุด, -0.01%

ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,498.96 จุด ลดลง 10.24 จุด, -0.14% 

ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,690.90 จุด ลดลง 146.30 จุด, -0.57%
         
ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงเล็กน้อย และดัชนี Dow Jones ปิดตลาดแทบไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากนักลงทุนยังจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันล่วงหน้าปิดที่ระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ
         
หลังจากปรับตัวขึ้นต่อเนื่องนานหลายเดือนจนดัชนีหลักฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในเดือนมีนาคม ขณะนี้แรงส่งของตลาดเริ่มมีความผันผวน จากการซื้อขายที่ไม่สม่ำเสมอในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่และความอ่อนแอของหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์
         
ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ปิดตลาดปรับตัวขึ้น 0.4% ฟื้นตัวกลับมาได้หลังจากที่ปรับตัวลดลงในช่วงแรก นับเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 3 
         
Alphabet และ Tesla มีกำหนดเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 2 หลังตลาดหุ้นปิดทำการ โดยทั้งสองบริษัทถือเป็นรายแรกในกลุ่มหุ้นยักษ์ใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ Magnificent Seven ที่จะรายงานผลประกอบการ ทั้งนี้ นักลงทุนต่างเฝ้ารอสัญญาณใหม่ๆ ที่จะยืนยันว่าการลงทุนมูลค่ามหาศาลหลายพันล้านดอลลาร์ในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทเหล่านี้ส่งผลตอบแทนที่คุ้มค่า
         
หุ้น Alphabet มีความผันผวนระหว่างการซื้อขายและปิดตลาดปรับตัวลดลง 1.5% โดยนักลงทุนจับตาหุ้นตัวนี้อย่างใกล้ชิดหลังจากมีการเลื่อนเปิดตัวโมเดลสำคัญที่เป็นหัวใจหลักในแผนงานด้าน AI ของบริษัท ขณะที่หุ้น Texas Instruments ปิดตลาดบวก 1% ก่อนที่จะเปิดเผยผลประกอบการหลังตลาดปิด
         
การรายงานผลประกอบการที่อัดแน่นทำให้ตลาดมีความเสี่ยงที่จะผันผวนรุนแรงขึ้นในสัปดาห์นี้ ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้มันักลงทุนมีความระมัดระวังเข้าไปอีก
         
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศกร้าวเมื่อวันพุธว่าจะทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าของอิหร่านทุกครั้งที่อิหร่านยิงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
         
นักลงทุนจับตาราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกรงว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น อาจนำไปสู่การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) 
         
ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดยสำนักข่าวรอยเตอร์บ่งชี้ การคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสอบถามยังคงมองว่ามีความเสี่ยงสูงที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้น
         
ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า บรรดาเทรดเดอร์ประเมินโอกาสที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมสัปดาห์หน้าไว้ที่ประมาณ 66%
         
สำหรับหุ้นรายตัวอื่นๆ Super Micro Computer พุ่งขึ้น 19.8% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดในแง่เปอร์เซ็นต์ของดัชนี S&P 500 หลังจากที่ผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์รายนี้เปิดเผยว่าได้รับคำสั่งซื้อใหม่มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 4 สำหรับหุ้นในกลุ่มเดียวกันนั้น 
         
หุ้น Dell Technologies  เพิ่มขึ้น 9.3% และหุ้น Hewlett Packard Enterprise ปรับตัวขึ้น 3% หลังจากที่ Super Micro รายงานผลประกอบการเบื้องต้นที่ออกมาในเชิงบวก
         
หุ้น AT&T เพิ่มขึ้น 3.5% หลังจากที่บริษัทโทรคมนาคมแห่งนี้มียอดผู้ใช้บริการไร้สายเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาสที่ 2 
         
หุ้น Philip Morris International ปรับตัวขึ้น 3.3% หลังจากความต้องการบุหรี่ที่แข็งแกร่งช่วยหนุนให้ผลประกอบการรายไตรมาสของบริษัทออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
 
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกที่ระดับสูงสุดในรอบสองสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ขณะที่หุ้น Randstad พุ่งทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 หลังจากที่บริษัทจัดหางานรายใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้รายงานรายได้ประจำไตรมาสสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
         
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 646.93 จุด เพิ่มขึ้น 3.74 จุด, +0.58%
    
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,716.97 จุด เพิ่มขึ้น 131.06 จุด, +1.24%
         
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,437.89 จุด เพิ่มขึ้น 74.75 จุด, +0.89%
    
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,155.41 จุด เพิ่มขึ้น 144.06 จุด, +0.58%
         
Randstad ซึ่งมีฐานการดำเนินงานอยู่ในเนเธอร์แลนด์ ปรับตัวขึ้นเกือบ 14% จนขึ้นมานำดัชนี STOXX 600 ของยุโรป หลังจากส่งสัญญาณถึงการฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดหลักต่างๆ
         
หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดปรับขึ้นเล็กน้อย โดยกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอวกาศรวมถึงการป้องกันประเทศ ขึ้นนำกลุ่มอื่น 2.6% ด้านดัชนีกลุ่มพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.8% หลังจากราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะลุระดับ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ สืบเนื่องจากกรณีที่เรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียซึ่งมุ่งหน้าไปยังเอเชียต้องหันหัวเรือกลับจากทะเลแดง หลังเผชิญกับภัยคุกคามจากกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
         
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งได้ทำให้กลับมากังวลเรื่องเงินเฟ้ออีกครั้ง และลดทอนความน่าสนใจของหุ้นยุโรป เนื่องจากภูมิภาคนี้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหลัก
         
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี STOXX 600 ลดลง 0.5% ก่อนที่จะมีการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสของบริษัท Alphabet และ Tesla ในสหรัฐฯ หลังปิดตลาด โดยนักลงทุนต่างเฝ้ารอผลประกอบการเพื่อประเมินว่า หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนั้น ยังมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อไปได้อีกหรือไม่
         
ในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มอุตสาหกรรมนี้มีความผันผวน เนื่องจากนักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI กับระดับราคาหุ้นที่เริ่มสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นผู้ผลิตชิปที่ราคาพุ่งทะยานในปีนี้ ทั้งในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทและตลาดหุ้น
เอเชีย
         
นักวิเคราะห์ตลาดของแพลตฟอร์มการลงทุน IG กล่าวว่า การที่นักลงทุนปรับพอร์ตโดยลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีลง ส่งผลให้ภาพรวมตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวได้ดีขึ้น และยังคงปรับขึ้นได้แม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น ขณะนี้ความสนใจของตลาดกำลังมุ่งไปที่สหรัฐฯ เนื่องจาก Alphabet ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับโลกกำลังจะรายงานผลประกอบการ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ช่วยผ่อนคลายความกังวลจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
         
ตลาดยังคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG ชี้ว่า ตลาดได้คาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้เอาไว้แล้ว รวมถึงมีความเป็นไปได้ราว 60% ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สองตามมา
         
นักลงทุนยังคงจับตาผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีต่อผลประกอบการของบริษัทต่างๆ
         
หุ้น Airbus  ปรับตัวขึ้น 7% หลังจากที่ผู้ผลิตเครื่องบินรายนี้ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 5 พันล้านยูโร (5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมทั้งเปิดเผยเป้าหมายระยะกลางฉบับใหม่ ซึ่งรวมถึงการตั้งเป้าเพิ่มกำไรให้เกือบเท่าตัวภายในปี 2029
         
หุ้น Nestle ปรับตัวสูงขึ้น 2.2% หลังจากหนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานว่า Platinum Equity ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนแบบ Private Equity ใกล้บรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อหุ้นสัดส่วนราว 50% ในธุรกิจน้ำดื่มของ Nestle ในยุโรป
           
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 2.49 ดอลลาร์ หรือ 2.95% ปิดที่ 86.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 3.06 ดอลลาร์ หรือ 3.36% ปิดที่ 94.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 
 
 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–