HoonSmart.com >>กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ เผยธุรกิจไทย ปรับทัพเข้าสู่ยุค Multi-currency ก้าวข้ามความไม่แน่นอน เงินสกุลทางเลือก โต 132.5% ขณะที่ Fund Flow ต่างชาติพลิกกลับเข้าซื้อหุ้น-พันธบัตรไทยสวนกระแสภูมิภาค คาดบาทไม่หลุด 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ FED -กนง.คงดอกเบี้ย
นายฮิโรทากะ คุโรกิ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการของภาคธุรกิจไทยในการใช้สกุลเงินทางเลือกนอกเหนือจากดอลลาร์สหรัฐ (USD) และเยน (JPY) มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเมื่อเทียบกับปี 2565 พบว่า ฝั่งนำเข้า (Import) มีการใช้สกุลเงินทางเลือกเติบโตสูงถึง 132.5%
ฝั่งส่งออก (Export) มีการใช้สกุลเงินทางเลือกเติบโตขึ้น 87.7%
ตัวเลขดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันว่า ภาคธุรกิจไทยเริ่มเข้าสู่ยุค Multi-currencyอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความต้องการใช้ “เงินหยวนจีน” ที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับสถิติการนำเข้าจากจีนของธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนเงินสกุลอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชีย เช่น เงินวอนเกาหลีใต้ เงินดิร์ฮัม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และการเปิดให้บริการเงินริยาล ซาอุดีอาระเบีย
แม้สกุลเงินทางเลือกจะเติบโตสูงมาก แต่สกุลเงินหลัก ยังคงเป็น ดอลลาร์สหรัฐ (USD) ที่มีสัดส่วนสูงสุด ตามมาด้วยยูโร (EUR) และเยน (JPY)
“ในอนาคต ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่จะรวมถึงความสามารถในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย”นายคุโรกิ กล่าว
นายคุโรกิ กล่าวว่า เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าปี 2569 ที่ต้องการบริการรวดเร็ว โปร่งใส และเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ ได้วางกลยุทธ์ขับเคลื่อน 3 ด้านหลัก ได้แก่
1.ยกระดับบริการดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม (Digital FX Elevation) เดินหน้าพัฒนาช่องทางดิจิทัล เช่น Krungsri FX Online, Krungsri FX API และบริการ Krungsri FX Night Option Services ที่ขยายเวลารับบริการถึงเที่ยงคืน พร้อมนำระบบ AI และ Automation เข้ามาเสริมความแม่นยำ
2. ส่งมอบ Multi-currency Solution เพิ่มการให้บริการสกุลเงินใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับต่างภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลางที่กำลังเติบโต
3. Risk Management & Investment Solution พัฒนาเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ยืดหยุ่น เช่น FX Option Form Structure และต่อยอดนวัตกรรม ESG-Linked Derivatives เพื่อรองรับเป้าหมายด้านความยั่งยืน
สำหรับ ผลการดำเนินงาน ครึ่งปีแรกของธุรกิจสร้างรายได้จากรายการทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรม สูงถึง 4,400 ล้านบาทเติบโตราว 13-14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
การเติบโตของสายงาน Global Markets ถือเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่ช่วยหนุนให้กำไรสุทธิ (Net Income) ในภาพรวมของธนาคารกรุงศรีอยุธยาขยายตัวได้ราว 6.8 – 7% YoY ในครึ่งปีแรก
แม้ความผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจะเปิดโอกาสให้เกิดผลตอบแทนทางการเงินที่สูงขึ้น แต่ ธนาคารไม่ได้มุ่งหวังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความผันผวนที่สูงขึ้น แต่เน้นการสร้างเสถียรภาพให้แก่คู่ค้า
”ในมุมมองการบริหาร ความผันผวนยิ่งต่ำยิ่งเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจมากกว่า เพราะช่วยให้ลูกค้าสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจหลักได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงในตลาด หน้าที่สำคัญของเราในฐานะพันธมิตรทางการเงิน คือการเข้าไปช่วยบรรเทาผลกระทบเชิงลบ และเปลี่ยนความผันผวนเหล่านั้นให้กลายเป็นเครื่องมือบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ” นายคุโรกิ กล่าว
นายคุโรกิ กล่าวว่า ในภาวะที่ตลาดผันผวนสูง ธุรกิจโกลบอลมาร์เก็ตส์ เน้นการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวังทำกำไรระยะสั้น ซึ่งจะเห็นว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา กำไรของฝั่ง Global Markets ของกรุงศรีเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง จนปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับราวๆ 80% ของค่าเฉลี่ยของ 4 ธนาคารขนาดใหญ่ และในระยะยาว ต้องการสร้างการรับรู้ว่า กรุงศรีเป็นหนึ่งในคู่ค้าด้าน FX ภายใต้การทำธุรกิจที่ยึดแนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืน ค่อยเป็นค่อยไป และสามารถช่วยลูกค้าไทยและช่วยเศรษฐกิจไทยได้อย่างต่อเนื่อง
น.ส.รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงครึ่งแรกของปีต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม สะท้อนถึงผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
กรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนับตั้งแต่ต้นปี อยู่ระหว่าง 30.90 – 33.80 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งระดับปัจจุบันถือเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 15 เดือน ปีนี้อ่อนค่าไปแล้วกว่า 6% สอดคล้องกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
ในทางกลับกัน “เงินหยวนจีน” (CNY)ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์และกลุ่มสกุลเงินภูมิภาค เนื่องจากจีนยังคงดุลการค้าในระดับสูงแม้เผชิญต้นทุนน้ำมันที่แพงขึ้น
อย่างไรก็ดี กรุงศรีประเมินว่า “กันชนด้านเสถียรภาพ” ของไทยยังอยู่ในระดับที่เข้มแข็ง โดยเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยในปัจจุบันยังคงครอบคลุมมูลค่าการนำเข้าได้นานราว 6 เดือน ซึ่งช่วยลดความกังวลว่าเงินบาทจะอ่อนค่าอย่างรวดเร็วรุนแรงจนควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางความผันผวน ตลาดทุนไทยกลับได้รับสัญญาณบวกจากนักลงทุนต่างชาติที่พลิกกลับมา “ซื้อสุทธิ” ในตลาดหุ้นไทยหลังจากขายสุทธิมาหลายปีติดต่อกัน ควบคู่ไปกับการเดินหน้าเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง ดันดัชนีหุ้นไทยในปีนี้ปรับตัวโดดเด่นกว่าหลายตลาดในภูมิภาคเดียวกัน อย่างมาเลเซียต่างชาติซื้อพันธบัตรแต่ขายสุทธิในตลาดหุ้น หรืออินโดนีเซียที่ต้องเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรงจนกดดันให้ธนาคารกลางต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อประคองค่าเงินรูเปียะห์
”บริบทของไทยแตกต่างออกไป ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ไม่ได้เผชิญแรงกดดันที่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินบาท เนื่องจากยังมี Fund Flow ไหลเข้าช่วยหนุนทั้งในตราสารสกุลเงินบาทและการลงทุนโดยตรง (FDI) ซึ่งช่วยชะลอไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญ” น.ส.รุ่ง กล่าว
น.ส.รุ่ง กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อตลาดทุนและตลาดการเงินไทย มาจาก 5 ปัจจัย
1. ราคาพลังงานโลกผ่านจุดสูงสุด (Energy Costs Relief)
แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะมีความผันผวน แต่ประเมินว่าราคาพลังงานได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และจะไม่พุ่งสูงลิ่วเท่ากับช่วงเริ่มแรกของสงคราม การลดลงของต้นทุนการนำเข้าน้ำมัน ต้นทุนการขนส่ง และค่าระวางเรือ จะช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมีนัยสำคัญ
2. สัญญาณวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (New Investment Cycle)
การนำเข้าสินค้าทุน (Capital Goods) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นสัญญาณยืนยันถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะกลาง สอดคล้องกับยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในไตรมาสแรกที่เติบโตสูงถึง 142% ทะลุระดับ 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และบริการ Cloud ผสานกับการปรับลดขั้นตอนอนุมัติผ่านโครงการ Thailand Fast-Track และกระแสการย้ายฐานการผลิตตามแนวทาง China Plus One
3. การส่งออกกลุ่มเทคโนโลยีขยายตัวโดดเด่น ภาคการส่งออกของไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงที่เหลือของปีปรับตัวลดลง
4. แรงหนุนตามฤดูกาลจากภาคท่องเที่ยว แม้ในช่วงกลางปีดุลเงินโอนและบริการจะเผชิญปัจจัยฉุดรั้งทางฤดูกาล แต่ในไตรมาสสุดท้ายของปีจะเข้าสู่ช่วง High Season ของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้สกุลเงินต่างประเทศและเป็นแรงหนุนสำคัญต่อดุลบัญชีเดินสะพัด
5. นโยบายการเงินและการคลังสร้างความเชื่อมั่น การคาดการณ์ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% ต่อเนื่อง อีกหลายไตรมาส เนื่องจากเงินเฟ้อไทยส่วนใหญ่มาจากปัจจัยด้านต้นทุน (Cost-Push Inflation) เช่น อาหารและพลังงาน (ซึ่งคิดเป็น 35% ของตะกร้า CPI) การขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุด
การลดดอกเบี้ยในขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในช่วงขาขึ้น จะกระทบต่อเสถียรภาพของค่าเงินบาทอย่างรุนแรง ประกอบกับ แบงก์ชาติไม่ได้เผชิญแรงกดดันด้านเงินทุนไหลออกรุนแรงจนต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินเหมือนกรณีของธนาคารกลางอินโดนีเซีย
ควบคู่ไปกับเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง และมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ GDP ของไทยในปีนี้ขยายตัวได้ที่ 1.9% พร้อมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะแตะระดับ 32.5 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ตลาดจับตาปัจจัยต่างประเทศ ประกอบด้วย
1. การยกเครื่องสื่อสารของ FED จากการที่นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คนใหม่ที่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคม มีแนวคิดลดการส่งสัญญาณชี้นำตลาด ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต้องประเมินทิศทางดอกเบี้ยจากตัวเลขเศรษฐกิจ (เช่น การจ้างงานและเงินเฟ้อ) ด้วยตัวเอง นำไปสู่ความผันผวนที่สูงขึ้นในตลาดการเงินโลก
2. กรุงศรี คาดว่า FED จะเลือก “คงดอกเบี้ย”ไว้ที่ระดับเฉลี่ยราว 3.6% ในปีนี้ โดยมองว่าภาพรวมตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มลดความร้อนแรงลง และแรงกดดันเงินเฟ้อจากน้ำมันจะค่อยๆ ชะลอตัวลง
3. สกุลเงินเยน (JPY) อ่อนค่าหลุดระดับ 163 เยนต่อดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบ 40 ปี ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงอยู่บนเส้นทางของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยคาดว่าจะปรับขึ้นสู่ระดับ 1.25% ซึ่งเป็นระดับที่ “สูงกว่า”ดอกเบี้ยนโยบายของไทย
ขณะที่ ไทยเผชิญภาวะ”ขาดดุลแฝด” ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลงบประมาณเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ บัญชีเดินสะพัดขาดดุลสูงถึง 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์ จากการเร่งนำเข้าน้ำมันในราคาแพงเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการจุดประกายวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ของไทย
“ปีนี้เราคาดว่า Q4 เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.00 – 34.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวโน้มผันผวนสองทาง ไม่ได้แข็งค่าลงมาทิศทางเดียวเหมือนในอดีต คงประมาณการ GDP ไทย 1.9% คาดตัวเลขนักท่องเที่ยวไว้ที่ 32.5 ล้านคน”น.ส.รุ่ง กล่าว
