HoonSmart.com>>”ธนาคารกรุงไทย” (KTB) โชว์กำไรสุทธิ Q2/69 แตะ 12,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากการเติบโตของสินเชื่อ, ธุรกิจ Wealth และตลาดเงินตลาดทุน รักษาระดับ ROE ได้อย่างต่อเนื่องที่ 10.5% Coverage Ratio สูง 205% บริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างสมดุล ควบคู่กับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ด้าน KSS แนะนำ “ซื้อ” หุ้น KTB กำไรดีกว่าคาด ลุ้นปันผลงวดครึ่งปีแรก 0.43 บาท/หุ้น

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shape โดยครัวเรือนส่วนใหญ่ยังมีกำลังซื้อต่ำจากผลกระทบของค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามราคาพลังงานและตลาดแรงงานที่อ่อนแรงลง ขณะที่การส่งออกและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ที่ขยายตัวสูงไม่ได้ส่งผ่านสู่การขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจจริงและการจ้างงานเทียบเท่ากับในอดีต เนื่องจากส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่ม K-shape ขาล่าง ในระยะข้างหน้าผู้ประกอบการ SME ยังคงเผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่ลดลงและต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง
ธนาคารจึงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ เดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกตามกลุ่มเป้าหมายและฟื้นฟูศักยภาพทางการเงินอย่างสมดุล ส่งผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อช่วงต้นปี และร่วมสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านโครงการ SME Credit Boost เพื่อเสริมสภาพคล่องและบรรเทาผลกระทบแก่ผู้ประกอบการ ควบคู่กับการสนับสนุนการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามทิศทางของประเทศที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และธนาคารโลก เห็นสอดคล้องกันว่าจะเป็น S-Curve ใหม่ เพื่อเร่งให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตไปกับแนวโน้ม K-shape ขาขึ้น
ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2/2569 เทียบกับไตรมาส 2/2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 12,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% สะท้อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้การบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก โดยสินเชื่อรวมขยายตัว 5.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แรงหนุนหลักจากสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ
ทั้งนี้ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 13.5% ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง และการปรับลดดอกเบี้ยผ่านมาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) เท่ากับ 2.45% ขณะที่ธนาคารยังคงมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของรายได้ โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 จากการเติบโตของธุรกิจ Wealth ผ่านการขับเคลื่อนจาก 3 แกนหลัก คือ Digital, Product Innovation และ Distribution และการขยายตัวของรายได้อื่น จากธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนตามภาวะตลาด
ธนาคารยังคงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ 38.9% จาก 42.3% เป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขาย ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเติบโตในระยะยาว ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยมี NPL Ratio อยู่ที่ร้อยละ 2.92 มี Credit Cost ในระดับที่เหมาะสมที่ร้อยละ 0.95 รักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 205 เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจได้อย่างเพียงพอ
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 24,562 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 14.7% จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนของธุรกิจ Wealth การขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน การรับรู้รายได้บางส่วนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุนในกลุ่ม Transportation รวมถึงรายได้จากหนี้สูญรับคืนจาก Recovery Engine ที่ธนาคารให้ความสำคัญ ธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับ 38.9% ลดลงจาก 41.3% พร้อมการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น โดยมี credit cost อยู่ที่ 1.05%
ณ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมี อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (%CET1) ที่ 18.7% และอัตราส่วนเงินกองทุน (%CAR) ที่ 20.7% ซึ่งอยู่ในระดับสูง โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินกองทุน อย่างมีวินัย ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ พร้อมจัดสรรเงินทุนให้สอดคล้องกับโอกาสเชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มีสภาพคล่องในระดับที่เพียงพอโดยรักษาระดับของ Liquidity Coverage ratio (LCR) อย่างต่อเนื่อง สูงกว่าเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนด
ธนาคารเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตาม 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ มุ่งยกระดับศักยภาพองค์กร ด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างคุณค่า (Value-Led) ในทุกมิติ ทั้งการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันทางการเงินที่เข้าใจและเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเร่งปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจ (Operating Model) สอดคล้องกับการเร่ง Reshape Portfolio ให้เติบโตไปกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมเร่งนำจังหวะการปรับตัวของลูกค้าในด้าน Energy & Low-Carbon Transition มาเป็นโอกาสเติบโตสินเชื่อ รวมทั้งยังคงเป็นผู้นำในการตอบโจทย์ลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์ Wealth ใหม่ๆ ในรูปแบบ 24/7 ช่วยเพิ่มโอกาสและการเข้าถึงการลงทุนของคนไทย ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ และยังได้รับอนุญาตให้เริ่มดำเนินธุรกิจ Virtual Bank ร่วมกับพันธมิตรเป็นรายแรกของประเทศ เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัล สร้างประสบการณ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงกลุ่ม Underserved โดยธนาคารมุ่งมั่นสร้างคุณค่าร่วมกับลูกค้า ภาคธุรกิจ และพันธมิตรทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด “60 ปีกรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต”
ด้านบล.กรุงศรี (KSS) เผย KTB กำไรไตรมาส 2/69 ดีกว่า KSS และตลาดคาด เพราะค่าใช้จ่ายด้อยค่าทรัพย์สินรอการขายต่ำกว่าคาด ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้น 9% YoY จากรายได้ค่าธรรมเนีบมและบริการ และการลดลงของค่าใช้จ่ายด้อยค่าทรัพย์สินรอการขาย แต่กำไรลดลง 3% จาก QoQ จากการลดลงของ NIM เงินลงทุนและเงินปันผล
“KSS แนะนำ “ซื้อ” KTB ราคาเป้าหมาย 55 บาท ปี 2570 ยังเป็นหุ้น Top Pick หุ้นกลุ่มธนาคารคู่กับ KBANK (ซื้อเป้า 300 บาท) เพราะคาดธนาคารสามารถรักษษระดับ ROE ที่ 10% และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลต่อปีที่ 6% ได้ โดยครึ่งปีแรกนี้คาดจ่ายปันผล 0.43 บาท/หุ้น (อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 1.0%) นอกจากนี้ KTB มีความเสี่ยงด้านคุณภาพทรัพย์สินต่ำและคาดได้ประโยชน์จาก Investment Cycle รอบใหม่
