ธปท. จับมือ ก.ล.ต. ออกกรอบกำกับ Stablecoin สิ้นปีนี้ ย้ำหนุนนวัตกรรมชำระเงิน-ไม่ใช่เงินสกุลใหม่

HoonSmart.com>>ธปท.จับมือ ก.ล.ต.ออกกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Stablecoin ภายในสิ้นปี 2569 นี้ หนุนนวัตกรรมการชำระเงินยุคใหม่ ย้ำไม่ใช่เงินสกุลใหม่

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.เตรียม.ออกกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Stablecoin ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ภายในสิ้นปี 2569 นี้ เพื่อเดินหน้านวัตกรรมระบบการชำระเงินยุคใหม่ ยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่การรับรองสกุลเงินใหม่เพื่อมาทดแทนเงินตราในปัจจุบัน

​ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรวบรวมความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อนำมาปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแล Stablecoin โดยจะทำทั้งหมด 2 รอบ รอบละ 30 วัน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในกระบวนการนี้ราว 3 เดือน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ออกสินทรัพย์ (Issuer) จะต้องได้รับใบอนุญาต (License) จาก ธปท. ซึ่งจะมีการจำกัดจำนวนราย โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาจำนวนที่เหมาะสม

​เป้าหมายสำคัญของการเปิดรับ Stablecoin ในครั้งนี้คือการสร้างกรณีการใช้งานจริง (Use Case) ใหม่ ๆ ในระบบการเงินไทย เช่น ระบบการชำระเงินที่ตั้งโปรแกรมได้ เพื่อช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมและการโอนเงิน

​”Stablecoin ที่จะเกิดขึ้นจะมีกลไก การทำงานเฉพาะตัวภายใต้การกำกับดูแล ไม่ใช่การสร้างสกุลเงินใหม่ (New Currency) ขึ้นมาทดแทนเงินตราปัจจุบัน”นายวิทัย กล่าว

นอกจากนี้ นายวิทัย ยังส่งสัญญาณปรับเปลี่ยนบทบาทการดำเนินนโยบายการเงินในครึ่งปีหลัง โดยมุ่งเน้นการดูแลระบบเศรษฐกิจมหภาคควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของสังคม ผ่านมาตรการช่วยเหลือเชิงโครงสร้างร่วมกับสถาบันการเงินพาณิชย์

​ในส่วนของตัวเลขหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP ที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นผลมาจากผลกระทบทางสถิติจากฐานที่กว้างขึ้น ตามตัวเลข GDP ในไตรมาสก่อนหน้าขยายตัวขึ้น ประกอบกับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารพาณิชย์ ไม่ใช่เพราะยอดหนี้คงค้างที่แท้จริงปรับตัวลดลง

​ปัญหาหนี้ครัวเรือนจึงยังคงเป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาและมาตรการร่วมกันหลายมิติจากทั้งภาครัฐและแบงก์ชาติเพื่อเยียวยาในระยะกลางถึงระยะยาว

ทั้งนี้ ประเมินเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 2 เรื่อง ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

​1. ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจผลักดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ให้ดีดตัวกลับขึ้นมาจากระดับต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 70 ดอลลาร์ปลาย ๆ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตาม

อย่างไรก็ตาม คาดว่ามีโอกาสสูงที่เงินเฟ้อในไตรมาส 4 โดยเฉพาะเดือนตุลาคม จะไม่แตะระดับ 4.5% ตามประมาณการเดิม โดยเฉลี่ยทั้งปี อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มประมาณ 2.8%

​2. แรงกดดันจากการที่ธนาคารกลางหลายแห่ง เช่น สหรัฐฯ (Fed), ยุโรป, อังกฤษ และญี่ปุ่น มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างตึงตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ธปท. คาดการณ์อัตราการขยายตัวของ GDP ปีนี้ไว้ที่ 2.3% ดีกว่าระดับ 1.5% ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ส่งผลให้แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย (NPL) จะยังคงจำกัดอยู่ในระดับที่ระบบธนาคารพาณิชย์สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ นายวิทัย ให้สัมภาษณ์ในงาน Money & Banking Awards 2026