BDI พุ่ง 11% นำกลุ่มเดินเรือคึกคัก ปิโตรเคมีอ่อนตัว-ไฟแนนซ์คึกรับปลดล็อกเครดิตบูโร

HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง เผยดัชนี BDI ทะยานรับไฮซีซั่น หนุนหุ้นเดินเรือ PSL-TTA-RCL เด่นระยะสั้น จับตา News Flow ใหม่เข้าเก็งกำไรหุ้นรอง ชูพลังงานเด่นรับเกณฑ์ค่าไฟรอบใหม่ ไฟแนนซ์ SAWAD-MTC-TIDLOR รับอานิสงส์แก้กฎหมายเครดิตบูโร

บล.บัวหลวง รายงานว่า ความตึงเครียดระหว่่างอิหร่านและสหรัฐฯ กลับมาปะทุอีกครั้ง กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม แม้ว่าการเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซจะช่วยบรรเทาความกังวลด้านอุปทานพลังงานลงได้บ้าง อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.32 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน (WoW) มาอยู่ที่ 68.15 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากความกังวลด้านอุปทาน

​ในขณะที่ค่าการกลั่นสิงคโปร์ (Singapore GRM) ปรับลดลงเล็กน้อย 0.28 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 20.31 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลังส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันเตาอ่อนตัวลง แม้ว่าส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยานและดีเซลจะยังคงเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากมาตรการลดการส่งออกของรัสเซียและสต๊อกน้ำมันของสหรัฐฯ ที่ลดลง

​สำหรับส่วนต่างราคาปิโตรเคมี (Chemical Spread) อ่อนตัวลงในทุกผลิตภัณฑ์หลัก เนื่องจากต้นทุนแนฟทา (Naphtha) ปรับตัวขึ้นเร็วกว่าราคาผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ส่วนต่างราคา HDPE ปรับลดลง 81 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ 445 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ส่วนต่างราคา Ethylene, Propylene และ PP ปรับลดลงเช่นกัน ส่วนราคาถ่านหิน Newcastle ทรงตัวอยู่ที่ 130.8 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากอุปสงค์ในภูมิภาคที่ยังคงแข็งแกร่ง

​ไฮไลต์สำคัญของสัปดาห์นี้อยู่ที่ค่าระวางเรือ โดยดัชนีค่าระวางเรือแห้งเทกอง (BDI) พุ่งขึ้น 11% WoW นำโดยเรือขนาด Capesize ที่ทะยานขึ้น 20% WoW สะท้อนอุปสงค์การขนส่งที่เพิ่มขึ้นในช่วง High Season ขณะที่เรือขนาด Panamax บวก 3% และ Supramax บวก 1% นอกจากนี้ ดัชนีค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ (World Container Index) ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 2% WoW อย่างต่อเนื่อง

​มุมมองเชิงปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental View) หุ้นกลุ่มเดินเรืออย่าง PSL, TTA และ RCL มีโอกาสได้รับอานิสงส์ระยะสั้นจากค่าระวางเรือที่ปรับตัวขึ้นตามฤดูกาล ซึ่งอาจเป็นจังหวะในการเก็งกำไรได้ ขณะที่ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ยังคงเลือก IVL และ PTTGC เป็นหุ้นเด่น จากส่วนต่างปิโตรเคมีที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จะอ่อนตัวลงจากสัปดาห์ก่อน โดยมองว่าหากราคาหุ้นอ่อนตัวลง จะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง จากแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงขับเคลื่อนตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กลุ่มนักลงทุนในประเทศที่ขายหุ้นทำกำไร มีเงินทุนหมุนเวียนเข้ามาเลือกซื้อหุ้นในกลุ่มที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาเก็งกำไรในหุ้นที่ดักหน้า Fund Flow เสร็จสิ้นและมีกำไรแล้ว (การลงทุนในกะแรก ซึ่งเป็นการซื้อแพงเพื่อไปขายแพงกว่าในหุ้นขนาดใหญ่ หรือ Big Cap) คาดว่าตลาดกำลังเตรียมหาปัจจัยหนุนใหม่ๆ หรือ News Flow เพื่อนำมาแกว่งตัวเล่นต่อในหุ้นกะสอง

​ปัจจัยหนุนจากข่าวสาร (News Flow) ของหุ้นไทย จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการต่อยอดแรงซื้อจากต่างชาติ ให้กลายมาเป็นแรงซื้อของหุ้นในประเทศ เนื่องจากนักลงทุนในประเทศมีข้อมูลเชิงลึกและแน่นในการตัดสินใจเลือกหุ้นรายตัว โดยมีการทำการบ้านล่วงหน้า เช่น ทิศทางของค่าไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามดังนี้:

(1) การพิจารณาโยงหินถามทางเกี่ยวกับค่าไฟฟ้ารอบใหม่ (เดือน ก.ย. – ธ.ค.) ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาที่ 3.95 – 4.73 บาทต่อหน่วย โดยมีแนวโน้มที่ Upside จะเปิด แต่ Downside จะถูกจำกัดปิดไว้ที่ 3.95 บาท จากปัจจุบันในรอบเดือน พ.ค. – ส.ค. ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาท (หุ้นเด่นที่เชื่อมโยง ได้แก่ GPSC, BGRIM, RATCH, EGCO, WHAUP, GUNKUL)

(2) การแก้ไขกฎหมาย พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. ต่างๆ ที่อยู่ระหว่างกระบวนการ ยกตัวอย่างเช่น การติดตามการแก้ไขกฎหมายเครดิตบูโร เพื่อปลดล็อกลูกหนี้และเอื้อให้เกิดการเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงการมาของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่จะเข้ามาช่วยหมุนเวียนเงินและสร้างฐานข้อมูลใหม่ โดยเปลี่ยนมาใช้รูปแบบการคิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-based Pricing) แทนการติดล็อคแบบเดิม คาดว่าจะช่วยดึงดูดผู้คนนอกระบบให้เข้ามาและเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น (สำหรับหุ้นกลุ่มที่เชื่อมโยงต่อจากธนาคารพาณิชย์หลักที่เราแนะนำ คือ หุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์ โดยได้เพิ่ม SAWAD เข้ามาในพอร์ตร่วมกับ MTC และ TIDLOR)

 

 
 
 

———————————————————————————————————————————————————–