HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง เผยดัชนี BDI ทะยานรับไฮซีซั่น หนุนหุ้นเดินเรือ PSL-TTA-RCL เด่นระยะสั้น จับตา News Flow ใหม่เข้าเก็งกำไรหุ้นรอง ชูพลังงานเด่นรับเกณฑ์ค่าไฟรอบใหม่ ไฟแนนซ์ SAWAD-MTC-TIDLOR รับอานิสงส์แก้กฎหมายเครดิตบูโร
บล.บัวหลวง รายงานว่า ความตึงเครียดระหว่่างอิหร่านและสหรัฐฯ กลับมาปะทุอีกครั้ง กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม แม้ว่าการเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซจะช่วยบรรเทาความกังวลด้านอุปทานพลังงานลงได้บ้าง อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.32 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน (WoW) มาอยู่ที่ 68.15 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากความกังวลด้านอุปทาน
ในขณะที่ค่าการกลั่นสิงคโปร์ (Singapore GRM) ปรับลดลงเล็กน้อย 0.28 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 20.31 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลังส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันเตาอ่อนตัวลง แม้ว่าส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยานและดีเซลจะยังคงเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากมาตรการลดการส่งออกของรัสเซียและสต๊อกน้ำมันของสหรัฐฯ ที่ลดลง
สำหรับส่วนต่างราคาปิโตรเคมี (Chemical Spread) อ่อนตัวลงในทุกผลิตภัณฑ์หลัก เนื่องจากต้นทุนแนฟทา (Naphtha) ปรับตัวขึ้นเร็วกว่าราคาผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ส่วนต่างราคา HDPE ปรับลดลง 81 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ 445 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ส่วนต่างราคา Ethylene, Propylene และ PP ปรับลดลงเช่นกัน ส่วนราคาถ่านหิน Newcastle ทรงตัวอยู่ที่ 130.8 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากอุปสงค์ในภูมิภาคที่ยังคงแข็งแกร่ง
ไฮไลต์สำคัญของสัปดาห์นี้อยู่ที่ค่าระวางเรือ โดยดัชนีค่าระวางเรือแห้งเทกอง (BDI) พุ่งขึ้น 11% WoW นำโดยเรือขนาด Capesize ที่ทะยานขึ้น 20% WoW สะท้อนอุปสงค์การขนส่งที่เพิ่มขึ้นในช่วง High Season ขณะที่เรือขนาด Panamax บวก 3% และ Supramax บวก 1% นอกจากนี้ ดัชนีค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ (World Container Index) ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 2% WoW อย่างต่อเนื่อง
มุมมองเชิงปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental View) หุ้นกลุ่มเดินเรืออย่าง PSL, TTA และ RCL มีโอกาสได้รับอานิสงส์ระยะสั้นจากค่าระวางเรือที่ปรับตัวขึ้นตามฤดูกาล ซึ่งอาจเป็นจังหวะในการเก็งกำไรได้ ขณะที่ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ยังคงเลือก IVL และ PTTGC เป็นหุ้นเด่น จากส่วนต่างปิโตรเคมีที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จะอ่อนตัวลงจากสัปดาห์ก่อน โดยมองว่าหากราคาหุ้นอ่อนตัวลง จะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง จากแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงขับเคลื่อนตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กลุ่มนักลงทุนในประเทศที่ขายหุ้นทำกำไร มีเงินทุนหมุนเวียนเข้ามาเลือกซื้อหุ้นในกลุ่มที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาเก็งกำไรในหุ้นที่ดักหน้า Fund Flow เสร็จสิ้นและมีกำไรแล้ว (การลงทุนในกะแรก ซึ่งเป็นการซื้อแพงเพื่อไปขายแพงกว่าในหุ้นขนาดใหญ่ หรือ Big Cap) คาดว่าตลาดกำลังเตรียมหาปัจจัยหนุนใหม่ๆ หรือ News Flow เพื่อนำมาแกว่งตัวเล่นต่อในหุ้นกะสอง
ปัจจัยหนุนจากข่าวสาร (News Flow) ของหุ้นไทย จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการต่อยอดแรงซื้อจากต่างชาติ ให้กลายมาเป็นแรงซื้อของหุ้นในประเทศ เนื่องจากนักลงทุนในประเทศมีข้อมูลเชิงลึกและแน่นในการตัดสินใจเลือกหุ้นรายตัว โดยมีการทำการบ้านล่วงหน้า เช่น ทิศทางของค่าไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามดังนี้:
(1) การพิจารณาโยงหินถามทางเกี่ยวกับค่าไฟฟ้ารอบใหม่ (เดือน ก.ย. – ธ.ค.) ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาที่ 3.95 – 4.73 บาทต่อหน่วย โดยมีแนวโน้มที่ Upside จะเปิด แต่ Downside จะถูกจำกัดปิดไว้ที่ 3.95 บาท จากปัจจุบันในรอบเดือน พ.ค. – ส.ค. ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาท (หุ้นเด่นที่เชื่อมโยง ได้แก่ GPSC, BGRIM, RATCH, EGCO, WHAUP, GUNKUL)
(2) การแก้ไขกฎหมาย พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. ต่างๆ ที่อยู่ระหว่างกระบวนการ ยกตัวอย่างเช่น การติดตามการแก้ไขกฎหมายเครดิตบูโร เพื่อปลดล็อกลูกหนี้และเอื้อให้เกิดการเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงการมาของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่จะเข้ามาช่วยหมุนเวียนเงินและสร้างฐานข้อมูลใหม่ โดยเปลี่ยนมาใช้รูปแบบการคิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-based Pricing) แทนการติดล็อคแบบเดิม คาดว่าจะช่วยดึงดูดผู้คนนอกระบบให้เข้ามาและเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น (สำหรับหุ้นกลุ่มที่เชื่อมโยงต่อจากธนาคารพาณิชย์หลักที่เราแนะนำ คือ หุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์ โดยได้เพิ่ม SAWAD เข้ามาในพอร์ตร่วมกับ MTC และ TIDLOR)

