HoonSmart.com>>ฟุตซี่ รัสเซล เปิด 119 บริษัทจดทะเบียนไทย ในดัชนี FTSE4Good Thailand Index รอบแรก โชว์ฟอร์มแกร่ง ผลตอบแทน 1 ปีพุ่ง 50.2% สะสม 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 27.4% ชนะหุ้นในกลุ่ม FTSE SET All-Share ขาดลอยในทุกมิติสะท้อนคุณภาพบจ. ไทย เทียบมาตรฐาน ESG ระดับโลก
จากข้อมูล FTSE Russell Factsheet ระบุว่า ผลงานของ 119 บริษัท ณ สิ้นไตรมาส 2 หรือ ณ วันที่ 30 มิ.ย.2569 ตามดัชนี FTSE4Good Thailand Index สามารถสร้างผลตอบแทนรวม (Total Return) ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาสูงถึง 50.2% ซึ่งชนะดัชนีเปรียบเทียบอย่าง FTSE SET All-Share Index ที่มีจำนวน 250 บริษัทที่ทำได้ 47.3%

นอกจากนี้ ในระยะสั้นช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (YTD) ดัชนี FTSE4Good Thailand ทำผลตอบแทนได้ดีเยี่ยมที่ 27.4% (เทียบกับ FTSE SET All-Share 26.3%) ขณะที่ผลตอบแทนระยะยาวแบบเฉลี่ยต่อปี (Compound Annual Return) ในรอบ 5 ปี อยู่ที่ 5.6% ต่อปี ชนะ FTSE SET All-Share ที่อยู่ราว 3.8% ต่อปี ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังช่วยสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
ในแง่ของการบริหารความเสี่ยงและการรองรับความผันผวน ดัชนีกลุ่มหุ้นยั่งยืนนี้แสดงระดับการปรับตัวลดลงสูงสุด (Max Drawdown) ในรอบ 5 ปีที่ -25.8% ซึ่งจำกัดความเสี่ยงได้ดีกว่าตลาดรวม (FTSE SET All-Share) จำนวน 250 บริษัท ที่มีค่า Drawdown ลึกถึง -29.5% สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลและระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม-สังคมที่ดี มีเกราะป้องกันความเสี่ยงและมีความยืดหยุ่น (Resilience) ในภาวะที่ตลาดผันผวน
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ ฟุตซี่ รัสเซล (FTSE Russell) ได้ทำการเปิดตัวดัชนี FTSE4Good Thailand Index เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา แทน SET ESG Ratings เพื่อยกระดับการประเมินหุ้นยั่งยืนตามมาตรฐานสากล อิงเกณฑ์การประเมินผลของ FTSE Russe ESG Score โดยมีหุ้นจากเกณฑ์ ESG เดิมเข้ามาผ่านกระบวนการคัดกรองที่เข้มงวดและโปร่งใส จนเหลือบริษัทที่ผ่านเข้าสู่ดัชนี FTSE4Good Thailand Index จำนวน 119 บริษัท ที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างโดดเด่นและมีมาตรฐานในมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ระดับสากล คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสุทธิ (Net Market Capitalization) รวมกว่า 6.31 ล้านล้านบาท ณ วันที่ 30 มิ.ย.2569
ใน 119 บริษัท กลุ่มการเงิน (Financials)ครองสัดส่วนสูงสุดที่ 25.75% จำนวน 19 บริษัท ตามด้วยกลุ่มเทคโนโลยี (Technology) 15.65% จำนวน 5 บริษัท กลุ่มพลังงาน (Energy) มีสัดส่วน 11.22% จำนวน 8 บริษัท
ทั้งนี้ หุ้นในกลุ่ม Top 10 ทั้งหมด ในดัชนี FTSE4Good Thailand Index มีน้ำหนักรวมกันคิดเป็น 57.25% ของดัชนี โดยดัชนีนี้มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับที่น่าจูงใจสำหรับนักลงทุนสายคุณค่าที่ 3.76%

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า สิ้นปี 2569 จะมีการประเมินคะแนนด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน FTSE Russell ใหม่อีกครั้ง โดยบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมประเมิน จะมาจาก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มใหม่ที่ต้องการเข้าร่วมประเมิน กับบริษัทเดิมตามฐานข้อมูล ESG
สำหรับ บริษัทจดทะเบียนไทย ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเข้ามาในดัชนี FTSE4Good Thailand Index รอบแรกในปีนี้ มีผลคะแนนการประเมิน (Scoring) ที่ค่อนข้างน่าสนใจและมีความสามารถในการแข่งขันสูงเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะเป็นจุดดึงดูดสำคัญในการกระตุ้นให้นักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างชาติ (Fund Flow) เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้นในอนาคต
ข้อดีสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เกณฑ์ประเมินระดับสากลในครั้งนี้ จะช่วยทลายข้อจำกัดเดิมที่เป็นการใช้ระบบ SET ESG Ratings ของไทย ที่ยังมีความแตกต่างกันด้านการเปรียบเทียบ โดยดัชนีใหม่ FTSE4Good Thailand Index นี้จะเปิดโอกาสให้ข้อมูลการเปิดเผยของบริษัทจดทะเบียนไทย สามารถนำไปเปรียบเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันหรือคู่แข่งได้ทั่วโลก
อีกทั้งยังสอดรับกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการลงทุน (Qualification) ของสถาบันการเงินต่างประเทศหลายแห่ง ที่จำเป็นต้องตรวจสอบคะแนน Rating และ Scoring ของบริษัทนั้นๆ ก่อนเข้าลงทุน
“คาดว่าบริษัทจดทะเบียนจากฐานข้อมูล ESG เดิม ส่วนใหญ่น่าจะผ่านเกณฑ์จะถูกย้ายมารวมในดัชนีใหม่ ทว่ากระบวนการดังกล่าวจะเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากมาตรฐานที่เปลี่ยนไปทำให้ บริษัทจดทะเบียนต้องใช้เวลาในการปรับตัว ซึ่งบางบริษัทมีความพร้อมมาตั้งแต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากการที่ ตลท. และ FTSE ได้เข้าไปร่วมให้คำแนะนำเพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเปิดเผยข้อมูลแล้ว โดยดัชนี FTSE4Good Thailand Index จะมีการทบทวนรายชื่อบริษัทปีละ 2 ครั้งในเดือนมิถุนายน และเดือนธันวาคม”นายอัสสเดช กล่าว
นายอัสสเดช กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้าสนับสนุนด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการจัดงานสัมมนาครั้งสำคัญแห่งปี “SET SUSTAINABILITY FORUM #2/2026” ภายใต้แนวคิดหลัก “พลิกความผันผวนของโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Supply Chain”ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 จะมีเนื้อหาที่ครอบคลุมกว้างขวางกว่าเรื่องของเกณฑ์ FTSE เพียงอย่างเดียว โดยจะมุ่งเน้นไปที่ภาพรวมของ ESG, ประเด็นเรื่องห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่สอดรับกับนโยบายภาครัฐ (เช่น โครงการพี่ช่วยน้อง) ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรองรับเกณฑ์การรายงานด้านความยั่งยืน Scope 3 ในอนาคต ซึ่งจะบังคับให้บริษัทต้องรายงานข้อมูลลึกไปถึงระบบซัพพลายเชนทั้งหมด ไม่จำกัดอยู่แค่ข้อมูลภายในองค์กรอีกต่อไป ซึ่งถือเป็นการยกระดับภาคเศรษฐกิจของประเทศในทุกภาคส่วน ท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่ยังคงทวีความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานของภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ จากงานสัมมนาดังกล่าว ไฮไลท์สำคัญของงานในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทมาร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Address) โดยจะถ่ายทอดทิศทางเศรษฐกิจไทย นโยบายการเงิน และกลยุทธ์การยกระดับ Supply Chain ของประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนและผู้ประกอบการทั่วประเทศกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ นายอัสสเดส จะช่วยเจาะลึกบทบาทของตลาดทุนในการผลักดันความยั่งยืน หัวข้อ “เสริมศักยภาพธุรกิจและ Supply Chain ไทย เพื่อรับมือโลกเศรษฐกิจยุคใหม่”
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวในหัวข้อ “ผสานพลังตลาดทุน ภาคธุรกิจ และนโยบาย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและศักยภาพของ Supply Chain ไทย”
นอกจากนี้ จะมีการเสวนาโต๊ะกลม (Panel Discussion) ในหัวข้อ “รับมือความผันผวนของโลก…. สร้าง Supply Chain ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน” ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้นำทางความคิดและผู้เชี่ยวชาญจากหลากเซกเตอร์ ได้แก่ ดร.สุทัศน์ เศรษฐบุญสร้าง ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) นายวัฒนเจษฎ์ โอภาสวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนส่งเสริม SMEs (สสว.) นาย ณัฏฐภูมิ เปาวรัตน์ Senior Vice President บริษัทเอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ (SJWD) นายกันต์ ถิระวัฒน์ ผู้บริหารสายงานการขายธุรกรรมการเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY)
ดำเนินรายการโดย นายศุภกร เอกชัยไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์ฯ
