ตลท.เร่งปิดสมุดทะเบียน”TRUE”ใน 5 วัน ยันพื้นฐานธุรกิจไม่เปลี่ยน-ต่างชาติไม่สน 

HoonSmart.com >>ตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งปิดสมุดทะเบียน “TRUE” ใน 5 วันพิสูจน์ตัวตนผู้ถือหุ้นปริศนา ด้านข้อมูลปี’64 ต้องใช้วิธี “ประกอบร่าง” ข้อมูลด้านอื่นเพื่อไล่เช็กบิลย้อนหลัง หลังเคลม”หุ้นบุริมสิทธิ” ที่ “ทรู”ปฏิเสธไม่เคยออก ด้านพื้นฐานธุรกิจยัน”ไม่เปลี่ยน-ต่างชาติไม่สน” พร้อมสั่ง TSD ปิดสมุดอัตโนมัติทุกสิ้นเดือนทันทีหากพบพอร์ตเปลี่ยนแรง หวังอัปเดตดาต้าจริงสยบข่าวลือหมุนเวียนในตลาด

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แสดงความเห็น กรณี “ผู้ถือหุ้นปริศนา” ของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ที่กำลังถูกสังคมจับตาว่า ทราบว่าทางสำนักงาน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวอย่างลึกซึ้งในทุกมิติและจากทุกจุดเท่าที่จะหาได้ เพื่อพิสูจน์ทราบว่าเป็นความจริงมากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ โดยหลักการของสำนักงาน ก.ล.ต. และตลท.มุ่งหวังให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วเสมอ ซึ่งกรณี TRUE พิจารณาจากข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ พบว่าเกิดคำถามและข้อสงสัยว่าเป็นจริงหรือไม่

ยกตัวอย่างเช่น ในรายงานมีการระบุถึงการเข้าซื้อ “หุ้นบุริมสิทธิ” ของบริษัททรูฯ แต่จากการประสานงานได้รับทราบจากทางบริษัทว่า ทรูฯ ไม่เคยมีการออกหุ้นบุริมสิทธิแต่อย่างใด จึงทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าข้อมูลที่รายงานเข้ามานั้นมีความถูกต้องหรือไม่

​ส่วนการตรวจสอบว่าผู้รายงานมีตัวตนหรือเป็นผู้ถือหุ้นอยู่จริงหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของบริษัทจดทะเบียนที่จะต้องยื่นคำขอเพื่อปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น โดยบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) หรือ TSD จะดำเนินการต่อเมื่อบริษัทจดทะเบียนส่งคำขอ (Request) ผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้ TSD ประสานงานไปยังบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ต่างๆ ในการดึงข้อมูลในตลาดทั้งหมดมาปิดสมุดทะเบียน และนำรายชื่อผู้ถือหุ้นส่งให้บริษัทไปสืบสานต่อ โดยตามระบบปกติจะใช้เวลาไม่เกิน 5 วันทำการ เนื่องจากต้องรอข้อมูลที่ครบถ้วนจากโบรกเกอร์และมีเงื่อนไขเรื่องรอบการชำระราคา T+2

สำหรับเคส TRUE ทุกภาคส่วนกำลังร่วมมือกันเร่งรัดกระบวนการ และขอความร่วมมือให้ผู้เกี่ยวข้องส่งข้อมูลโดยเร็วที่สุดเมื่อบริษัท TRUE ร้องขอปิดสมุดทะเบียน เพื่อให้ตลาดทุนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว

“ทางบริษัททรูฯ ได้ยื่นคำขอปิดสมุดทะเบียนเข้ามาแล้วและกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งในส่วนของข้อมูลที่ได้จากการปิดสมุดทะเบียนนี้ จะเป็นสิทธิของบริษัทที่จะนำไปช่วยสำนักงาน ก.ล.ต. วิเคราะห์ความถูกต้องต่อไป”นายอัสสเดช กล่าว

นายอัสสเดช กล่าวว่า ในกรณีการเรียกดูข้อมูลย้อนหลังนั้น โดยปกติหากมีเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ บริษัทจำเป็นต้องสั่งปิดสมุดทะเบียนของตนเองได้อยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้เห็นข้อมูลการเปลี่ยนแปลงชัดเจนในระบบ

แต่สำหรับเคส TRUE มีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งโดยระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่สามารถสั่งปิดสมุดทะเบียนย้อนหลังขนาดนั้นได้ เนื่องจากข้อมูลผู้ถือหุ้นในตลาดได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว

ดังนั้น เคสในลักษณะนี้จึงต้องใช้วิธีนำข้อมูลด้านอื่นมา “ประกอบร่าง” เพื่อพิสูจน์ความจริง ว่าข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องหุ้นบุริมสิทธิ

​นายอัสสเดช กล่าวว่า โดยภาพรวมการลงทุนในปัจจุบัน นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศยังไม่มีประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากเคสเหล่านี้เป็นการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานแล้ว และแม้ในปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น แต่ผลประกอบการและการดำเนินธุรกิจของบริษัทก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องการให้นักลงทุนรับทราบการเปลี่ยนแปลงของผู้ถือหุ้นที่มีนัยสำคัญ ให้เร็วที่สุด จึงได้ออกเกณฑ์ใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า หากมีการรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นที่มีนัยสำคัญผ่านแบบฟอร์ม 246-2 ทาง TSD จะดำเนินการปิดสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นโดยอัตโนมัติเมื่อสิ้นเดือนนั้นๆ ทันที เพื่ออัปเดตรายชื่อผู้ถือหุ้น ซึ่งเกณฑ์นี้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) มาแล้ว และจะช่วยลดภาระของบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งแก้ปัญหาช่องว่างระหว่างข้อมูลข่าวสารกับข้อมูลจริงในระบบ

ดังนั้น ในเคสของทรูฯ นักลงทุนในตลาดยังไม่ได้แสดงความกังวลใดๆ เพราะปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) ของบริษัทที่เกี่ยวข้องไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

​ในด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีการสอบถามถึงเรื่องนี้เข้ามา เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติจะเน้นพิจารณาที่ผลประกอบการและการดำเนินงานของธุรกิจเป็นหลัก และมองว่าการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในระดับนี้ยังไม่ได้ส่งผลถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางการบริหารจัดการหรือกลยุทธ์ของธุรกิจ ซึ่งกลยุทธ์จะเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อเกิดการเปลี่ยนอำนาจในการควบคุมกิจการ (Change of Control) แต่ในเคสนี้ยังไม่ปรากฏภาพในลักษณะดังกล่าว

ทั้งนี้ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ รายงานก.ล.ต.ว่า วันที่ 6 ก.ค. 2569 ได้ขายหุ้น TRUE จำนวน 1.2734% คงเหลือ 6.5928% และบริษัท ซีพีเอช เทลโค ขายจำนวน 1.3119% คงเหลือ 7.8463%

โดยรวมกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ขายออก 2.5853% คงเหลือ 19.7214% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมาย และบริหารความเสี่ยงองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในแง่ของข้อกฎหมายหลักทรัพย์ฯด้ายบทบาทหน้าที่ในการยื่นรายงานตามเกณฑ์ “246” (การรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ) ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นหน้าที่โดยตรงของตัวลูกค้าหรือผู้ถือหลักทรัพย์ ที่กำหนดไว้ว่า”หากมีการได้มาซึ่งหลักทรัพย์จนทำให้การถือครองรวมกันเกินกว่า 5% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ” จะต้องมีหน้าที่รายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ตามแบบฟอร์มที่กำหนด

ขณะที่หน้าที่ของบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) นั้น คือการดูแลและทำความรู้จักลูกค้า (KYC) ก่อนที่จะมีการเปิดบัญชีซื้อขายเท่านั้น แต่หลังจากเปิดบัญชีไปแล้ว ลูกค้าจะไปดำเนินการซื้อหุ้นจนเกิน 5% หรือไม่ โบรกเกอร์ไม่สามารถเข้าไปควบคุมในส่วนนั้นได้

เนื่องจากโบรกเกอร์แต่ละแห่งจะเห็นเฉพาะข้อมูลหุ้นที่ฝากไว้กับโบรกเกอร์ของตนเองเท่านั้น ในกรณีที่นักลงทุนรายหนึ่งเปิดบัญชีไว้ 2-3 โบรกเกอร์ แล้วทยอยซื้อหุ้นเดียวกันผ่านทุกบัญชีจนมียอดรวมกันเกิน 5% ตัวลูกค้าเองจะเป็นผู้เดียวที่ทราบและมีหน้าที่ต้องรายงาน เพราะโบรกเกอร์แต่ละแห่งจะไม่ทราบข้อมูลพอร์ตของลูกค้าที่เปิดไว้กับโบรกเกอร์อื่น กฎหมายจึงระบุชัดเจนให้เป็นหน้าที่ของผู้ถือหลักทรัพย์ในการรายงาน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการทำ KYC ตอนเปิดบัญชี

​รายงานเท็จมีโทษตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์

สำหรับกรณีที่หากมีการแจ้งข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง สำนักงาน ก.ล.ต. จะเป็นผู้มีอำนาจในการเอาผิดและลงโทษผู้ที่แจ้งข้อมูลเท็จ เนื่องจากหน้าที่การรายงานตามเกณฑ์ 246 เป็นข้อกำหนดภายใต้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

ดังนั้น หากพบว่ามีการรายงานข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นไปตามกฎหมาย ก็จะมีความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมายหลักทรัพย์

กรณี “ผู้ถือหุ้นปริศนา บริษัททรูฯ” ทั้งนี้ จากเอกสารข่าวที่สำนักงาน ก.ล.ต. ได้แถลงไปก่อนหน้านี้ ระบุว่าจากการตรวจสอบพบว่าผู้ยื่นรายงานรายดังกล่าว “มีตัวตนอยู่จริง” และมีชื่อในทะเบียนบ้านจริง

ขณะที่ ระบบการซื้อขายหุ้นปัจจุบัน นักลงทุนสามารถเลือกซื้อขายผ่านบัญชีตนเอง หรือผ่านบัญชีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) ก็ได้ ซึ่งหากเป็นกลุ่มนักลงทุนที่มีฐานะทางการเงินสูงก็นิยมลงทุนผ่านคัสโตเดียน ท้ายที่สุดแล้วตัวนักลงทุนเองจะเป็นผู้ที่ทราบดีที่สุดว่าตนเองถือครองหุ้นในบริษัทใดเป็นจำนวนเท่าใด ในส่วนของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) นั้น หากไม่มีการสั่ง “ปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น” ทาง TSD ก็จะไม่ทราบข้อมูลการถือครองที่อัปเดต เนื่องจากข้อมูลดิบทั้งหมดจะกระจายตัวอยู่ที่โบรกเกอร์ต่างๆ ตราบใดที่ยังไม่มีการปิดสมุดทะเบียน ข้อมูลซื้อขายเหล่านี้จะไม่ไหลมารวมกันที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยโบรกเกอร์แต่ละแห่งจะรู้เฉพาะข้อมูลของลูกค้าตัวเอง และไม่สามารถไปประมวลผลควบรวม (Consolidate) กับพอร์ตของลูกค้าที่เปิดอยู่กับโบรกเกอร์อื่นได้

​เปิด 3 ช่องทางปิดสมุดทะเบียน

สำหรับการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นนั้น ตามปกติระบบไม่ได้มีการปิดทุกสิ้นเดือน แต่จะเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ โดยในอดีต TSD ไม่มีสิทธิ์สั่งปิดสมุดทะเบียนเองได้ชดเชย จะต้องรอให้ 1. บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ (Issuer) เป็นผู้ร้องขอ หรือ 2. กลุ่มผู้ถือหุ้นรวมตัวกันตามจำนวนที่กำหนดเป็นผู้ร้องขอ และเป็นผู้รับผิดชอบค่าบริการในการปิดสมุดทะเบียนเอง แต่ในปัจจุบันได้มีการเพิ่มกรณีที่ 3 เข้ามา คือหากพบว่ามีการรายงานการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเข้ามาและไม่มีใครร้องขอ ทาง TSD จะมีสิทธิ์สั่งปิดสมุดทะเบียนเองเพื่อตรวจสอบข้อมูลและเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบ เช่น กรณีในอดีตที่มีข่าวว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถูกบังคับขายหุ้น (Force Sell) หากไม่มีการปิดสมุดทะเบียนก็จะไม่ทราบแน่ชัดว่ายอดหุ้นคงเหลือเท่าใด ซึ่งปัจจุบัน TSD อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาพิจารณาเปิดเผยตามหน้าที่

​อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเกณฑ์ใหม่ที่ให้อำนาจ TSD สั่งปิดสมุดทะเบียนเองได้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ไปเมื่อประมาณวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา และจะสามารถปิดสมุดเองได้ในช่วงปลายเดือน แต่สำหรับเคสของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE นั้น ทางบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ (Issuer) ได้เป็นฝ่ายเข้ามาติดต่อและยื่นคำขอร้องขอปิดสมุดทะเบียนด้วยตนเองแล้ว ซึ่งถือเป็นสิทธิ์และเป็นเรื่องปกติที่บริษัทจดทะเบียนดำเนินการอยู่เรื่อยๆ เป็นประจำ เช่น เวลาที่บริษัทต้องการเตรียมจัดประชุมผู้ถือหุ้น หรือเมื่อเห็นว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแล้วต้องการตรวจสอบความถูกต้อง

อ่านข่าวอื่นๆ

GJS ยันกลุ่ม “นิปปอน สตีล” กุมหุ้นใหญ่ ไร้แวว “สุภาพร” เชื่อถือหุ้นทิพย์