HoonSmart.com>>ก.ล.ต.ลั่นตรวจสอบข้อเท็จจริง “สุภาพร พิมพงษ์” ได้หุ้นใหญ่ TRUE พบข้อสังเกตบางประการความถูกต้องข้อมูล ขึ้นเครื่องหมายเตือนรายงานแบบ 246-2 “สุภาพร ” ผงาดถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 6 สัดส่วน 7.0992% ทุ่มเงินลงทุน 31,888 ล้านบาท บริษัทข้องใจได้หุ้นบุริมสิทธิ 0.03%จากที่ไหน ด้านกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ ตัดขายหุ้นอีก 2.585% ครบ 10% เหลือ 19.72%โบรกฯจี้เปิด KYC/CDD ยันเป็นตัวจริง ไม่ใช่นอมินี เผยเคยถือหุ้น KBANK,AAV,BBL,MAJOR

ฝุ่นยังตลบ กลบหุ้น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) กรณี “สุภาพร พิมพงษ์” ประกาศตัวว่าได้หุ้น TRUE มากอดไว้ทั้งหมด 7.0992% จำนวน 2,453 ล้านหุ้น มูลค่าเงินลงทุนสูงกว่า 31,000 ล้านบาท หลังจากเพิ่งได้หุ้นมาเพิ่ม 3.17% และหุ้นบุริมสิทธิ 0.03% ผ่าน บล.UBS Group AG จนทำให้ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 6 ในช่วงจังหวะใกล้เคียงกับ บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPG) และบริษัทในกลุ่ม ได้ทยอยขายหุ้นอีก 2.585% จนครบเป้าหมาย 10% ให้แก่ UBS AG London Branch
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยกรณี”สุภาพร ” ได้หุ้น TRUE 3.17% หุ้นบุริมสิทธิ 0.03% รวมกับที่ถือเดิมรวมทั้งสิ้น 7.0992% ว่าก.ล.ต. อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ก.ล.ต. ได้ติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่มีการรายงานเข้ามา และพบข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล จึงได้มีการทำเครื่องหมาย เพื่อเตือนผู้ลงทุนเกี่ยวกับข้อมูลรายงานแบบ 246-2 ดังกล่าว เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ก.ค. 2569 ทั้งนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยจะพิจารณาข้อมูลและสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้เกี่ยวข้อง
ทางด้านบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ตามมีข่าวปรากฏในสื่อต่างๆ ว่า มีบุคคลท่านหนึ่ง “สุภาพร พิมพงษ์” ได้แจ้งแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต.เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 ถึงการได้มาซึ่งหุ้น ทรูฯ โดยเป็นหุ้นประมาณ 3.1786% และเป็นหุ้นบุริมสิทธิ ประมาณ 0.0388% รวมประมาณ 3.2174% ของหุ้นทั้งหมด เป็นผลให้สัดส่วนการถือหุ้นรวมประมาณ 7.0992% ของหุ้นทั้งหมดนั้น
บริษัทฯ ขอแจ้งให้ทราบว่า ตามหมายเหตุที่ปรากฏในหน้าเว็บไซต์แบบ 246-2 ของสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่าเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งหมายถึงข้อมูลในรายงานดังกล่าวยังไม่ครบถ้วน และ/หรืออยู่ระหว่างการสอบทาน
นอกจากนี้บริษัทฯ มีข้อสังเกตว่า ข้อมูลในแบบ 246-2 ดังกล่าว อาจมีความไม่ถูกต้อง เนื่องจากบริษัทฯ ไม่เคยเสนอขายหุุ้นบุริมสิทธิให้แก่บุคคลเป็นการทั่วไปและในปัจจุบัน บริษัทฯ ไม่มีหลักทรัพย์ประเภทหุ้นบุริมสิทธิแล้ว
บริษัทฯ ได้แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ในวันเดียวกัน ซึ่งบริษัทฯ ได้รับทราบว่า สำนักงาน ก.ล.ต. จะติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงจากบุคคลผู้ยื่นแบบ 246-2 ฉบับดังกล่าว สถานการณ์ในขณะนี้จึงต้องรอผลการสอบทานข้อมูลจากบุคคลดังกล่าวโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ต่อไป
นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน TRUE แจ้งว่า วันที่ 6 ก.ค. 2569 บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPG) และบริษัทในกลุ่ม ได้ขายหุ้นทรูฯเพิ่มเติมอีก2.585% ให้แก่ UBS AG London Branch เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากขายเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 จำนวน
2.706% และเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ขายชุดแรก 4.7% โดย CGP และบริษัทในกลุ่ม คงเหลือ 19.72% จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในระยะยาวต่อไป ไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อทิศทางการดําเนินธุรกิจ การบริหารจัดการ หรือการดําเนินงาน แต่อย่างใด
ก่อนหน้านี้ CHINA MOBILE INTERNATIONAL HOLDINGS LIMITED ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 4 ได้ตัดขายหุ้น TRUE ออกจำนวน 906.56 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.62% คงเหลือหุ้น 7.81% หรือประมาณ 2,690 ล้านหุ้น
การเข้ามาซื้อหุ้น TRUE ล็อตใหญ่ของ”สุภาพร พิมพงษ์” เกิดคำถามขึ้นมามากมายในวงการตลาดทุนไทย เพราะไม่เคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อน และโบรกเกอร์ที่เป็นคนกลางในการซื้อและขายหุ้นมูลค่ารวมมากกว่า 31,000 ล้านบาท มีการทำ KYC และ CDD หรือไม่ ซึ่งก.ล.ต.มีอำนาจในการขอข้อมูลได้ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงโดยเร็ว
ทั้งนี้ KYC ( Know Your Customer) คือกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนของลูกค้าที่ใช้บริการทางการเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อป้องกันการสวมรอย การฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
ส่วน CDD (Customer Due Diligence)คือ กระบวนการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่ธนาคาร สถาบันการเงิน และธุรกิจต่างๆ ต้องทำ เพื่อระบุตัวตน ประเมินความเสี่ยง และป้องกันไม่ให้องค์กรถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินหรือสนับสนุนการก่อการร้าย โดยทั่วไปจะทำควบคู่ไปกับขั้นตอนการรู้จักลูกค้า (KYC)
อย่างไรก็ตาม มีการพยายามค้นพอร์ตของ”สุภาพร พิมพงษ์”พบว่า เคยยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนนับตั้งแต่ปี 2561 ได้แก่ KBANK,AAV,BBLและ MAJOR

