PTG เดินกลยุทธ์การเติบโตรอบใหม่ สู่รายได้ประจำโรงไฟฟ้าขยะ “บ้านพรุ “

HoonSmart.com >> PTG  เดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตรอบใหม่ผ่านธุรกิจพลังงานจากขยะ (Waste-to-Energy) หลังโรงไฟฟ้าขยะแห่งแรก “บ้านพรุ” จังหวัดสงขลา เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์  รับรู้รายได้เต็มไตรมาสตั้งแต่ Q3/69 เป็นต้นไป สะท้อนทิศทางการลดการพึ่งพาธุรกิจน้ำมัน พร้อมต่อยอดสู่รายได้ประจำ (Recurring Income) จากธุรกิจสาธารณูปโภคที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี

พิทักษ์ รัชกิจประการ

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี  (PTG) เปิดเผยว่า  กลุ่มบริษัท PTG ร่วมกับ บริษัท พลังงานพัฒนา 5 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ PTG ถือหุ้น 90% ได้ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น  พัฒนาโครงการบริหารจัดการขยะชุมชน  โดยโรงไฟฟ้าขยะ “บ้านพรุ” มีเป้าหมายลดปัญหาขยะสะสม พร้อมผลักดันการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่านการผลิตพลังงานจากขยะชุมชน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นในระยะยาว

นายรังสรรค์ พวงปราง ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTG และกรรมการ  บริษัท พลังงานพัฒนา 5 จำกัด กล่าวว่า โรงไฟฟ้าขยะบ้านพรุ ใช้งบลงทุนประมาณ 1,350 ล้านบาท มีกำลังผลิตไฟฟ้าเฉลี่ย 5.1–5.3 เมกะวัตต์ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าอยู่ที่ 4.5 เมกะวัตต์ อัตรารับซื้อราว 5.7–6.0 บาทต่อหน่วย (รวม Adder/Premium)  มีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าประมาณ 20 ล้านบาท/เดือน  เริ่มมีผลต่อผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป

จุดเด่นของโมเดลธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจำหน่ายไฟฟ้า แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก “ขยะ” แบบครบวงจร โดยโรงงานสามารถรองรับขยะประมาณ 300 ตันต่อวัน ใช้เป็นเชื้อเพลิงจริงราว 240–260 ตันต่อวัน พร้อมผลิตเชื้อเพลิงขยะคุณภาพสูง (RDF) ได้ประมาณ 50 ตันต่อวัน เพื่อจำหน่ายให้โรงงานปูนซีเมนต์ทดแทนถ่านหิน ซึ่งช่วยเพิ่มแหล่งรายได้และยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

รังสรรค์ พวงปราง

เทคโนโลยีคือปัจจัยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ความท้าทายสำคัญของโรงไฟฟ้าขยะคือความแปรปรวนของคุณภาพเชื้อเพลิง ซึ่งมีระดับความชื้นแตกต่างกันตามพื้นที่และฤดูกาล ส่งผลให้การบริหารจัดการมีความซับซ้อนมากกว่าชีวมวลทั่วไป PTG จึงเลือกใช้เทคโนโลยีเตาเผาจาก Kawasaki ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับพันธมิตรจากจีน และพัฒนาระบบผลิต RDF ร่วมกับ SCG เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้และรักษาเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้า

ความสามารถในการควบคุมคุณภาพเชื้อเพลิงและบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเป็นเหตุผลที่บริษัทเลือกลงทุนในโรงไฟฟ้าขยะมากกว่าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีการแข่งขันสูงและอัตราผลตอบแทนลดลงอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมาย 100 เมกะวัตต์ สร้าง S-Curve ระยะยาว

โรงไฟฟ้าบ้านพรุถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ใหม่ โดย PTG ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากขยะให้แตะระดับ 100 เมกะวัตต์ในระยะยาว ผ่านการลงทุนในพื้นที่ที่มีปริมาณขยะมากกว่า 400–500 ตันต่อวันทั่วประเทศ

ผู้บริหารระบุว่า โรงไฟฟ้ารุ่นถัดไปจะมีขนาดใหญ่ขึ้นในระดับ 8–9 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ต้นทุนการลงทุนต่อหน่วยลดลง (Economies of Scale) และเพิ่มอัตราผลตอบแทนของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการกำจัดกองขยะเก่าตามเงื่อนไขสัญญาที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 10 ปี โดยบริษัทจะดำเนินการคัดแยกดินและวัสดุที่ไม่สามารถเผาไหม้ออก ก่อนนำเชื้อเพลิงเข้าสู่กระบวนการผลิตไฟฟ้า ซึ่งช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการสร้างรายได้

ธุรกิจ Non-Oil ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

นอกเหนือจากธุรกิจพลังงาน กลุ่มธุรกิจ Non-Oil ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของบริษัท โดยเฉพาะ “กาแฟพันธุ์ไทย” ที่ยังคงรักษาอัตราการเติบโตในระดับสูง โดยบริษัทคาดว่ารายได้ในปีนี้จะขยายตัว 30–40% แม้จะปรับกลยุทธ์ลดการลงทุนสาขาโดยตรง และหันมาเร่งขยายผ่านระบบแฟรนไชส์มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุนและยกระดับผลตอบแทน

ขณะที่ธุรกิจน้ำมันมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ตามฤดูกาลของภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงได้รับแรงสนับสนุนจากโครงสร้างราคาภายในประเทศ

PTG เดินหน้า  CSR บ้านพรุ  

นายพิทักษ์ กล่าวถึงกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ผ่านโครงการ “พีที ค่ายอาสาทำจริง” ที่ครอบคลุมทั้งการจัดการสิ่งแวดล้อม การทำบุญเพื่อชุมชน การมอบทุนการศึกษา รวมถึงกิจกรรมด้านสาธารณสุข เช่น การให้บริการตรวจวัดสายตาและตัดแว่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยขยายความช่วยเหลือไปยังกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการดูแลและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ “PT ชุมชนตาสว่าง” ตรวจวัดสายตา ประกอบแว่น และให้ความรู้ด้านการดูแลดวงตาแก่ผู้สูงอายุในตำบลบ้านพรุ จำนวน 500 ราย  โครงการ PT ชุมชนตาสว่าง ได้มอบแว่นตาแก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศแล้วกว่า 7,586 ราย ผ่านโครงการ “พีที ค่ายอาสาทำจริง”