HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 26 มิ.ย. 2569 ปิดลบ ท่ามกลางการซื้อขายที่มีความผันผวน โดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวลดลงหลังจากมีรายงานข่าวถึงความเป็นไปได้ที่การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) ของ OpenAI อาจต้องเลื่อนออกไป ซึ่งถือเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมที่ส่งผลกระทบต่อภาวะตลาดที่ผันผวนอย่างหนักตลอดสัปดาห์นี้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,876.11 จุด ลดลง 44.51 จุด, -0.09%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,354.02 จุด ลดลง 3.47 จุด, -0.05%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,297.62 จุด ลดลง 60.99 จุด, -0.24%
ดัชนี Nasdaq Composite ปิดลบติดต่อกันเป็นวันที่ 5 เนื่องจากนักลงทุนปรับพอร์ตโดยการขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลัก แล้วหันไปลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีความผันผวนต่ำและมีความปลอดภัยสูงกว่า (defensive stocks) แทน เนื่องจากนักลงทุนกำลังปรับมุมมองความคาดหวังที่มีต่อผลกำไรซึ่งได้รับแรงหนุนจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยบางส่วนยังคงมองในทางบวกเกี่ยวกับศักยภาพของ AI ในการเพิ่มผลกำไร แต่บางส่วนก็กังวลว่าการใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในการสร้างศูนย์ข้อมูล AI อาจต้องใช้เวลานานเกินไปกว่าจะคุ้มทุน
ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงเกือบ 2% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 4.6% ส่วนดัชนี Dow ทำผลงานได้ดีกว่า โดยปรับตัวขึ้น 0.6% นับตั้งแต่ต้นสัปดาห์
หุ้นกลุ่มชิปที่เกี่ยวข้องกับ AI ร่วงลงอย่างหนัก และดัชนีชิป PHLX ร่วงลง 5.3% หลังจากรายงานของนิวยอร์กไทมส์ที่ระบุว่า OpenAI กำลังพิจารณาเลื่อนการเสนอขายหุ้น IPO ไปเป็นปีหน้าเนื่องจากความเคลื่อนไหวที่ย่ำแย่ของ SpaceX หลังจากการเปิดตัว และความผันผวนโดยรวมในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI
หุ้น SpaceX เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.15% โดยกองทุนดัชนีแบบบริหารเชิงรับ( passively managed index funds) เข้าซื้อหุ้นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ก่อนที่จะมีการนำหุ้นนี้เข้าไปรวมอยู่ในดัชนี Russell
Adam Crisafulli จาก Vital Knowledge กล่าวว่า ความล่าช้าในการ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ของ OpenAI อาจส่งผลให้การใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานชะลอตัวลง
David Stubbs หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ AlphaCore Wealth Advisory กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ากำลังจะเกิดการปรับฐานครั้งใหญ่ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี แต่ประเด็นเรื่องความสามารถในการทำกำไรและเรื่องการใช้จ่ายด้านทุน (Capex) นั้นยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป
Ross Mayfield นักกลยุทธ์ด้านการลงทุนจาก Baird เชื่อว่าการสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุน (rotation) นี้ต่อเนื่องจนถึงช่วงปลายของเดือนก.ค.ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาหุ้นกลุ่มชิปบางตัวปรับตัวขึ้นไปสูงมากแล้ว อย่างไรก็ตามยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มนี้ในระยะยาว
ราคาหุ้น Micron Technology ปรับตัวลดลงกว่า 6% ขณะที่ Advanced Micro Devices ปรับตัวลดลง 2% ส่วนหุ้นของ Intel ปรับตัวลดลงกว่า 3%
หุ้น Apple ปรับตัวขึ้น 3.1% โดยฟื้นตัวบางส่วนจากการถูกเทขายเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันที่บริษัทประกาศขึ้นราคา iPad และ MacBook โดยระบุว่าเป็นผลมาจากต้นทุนชิปหน่วยความจำและชิปจัดเก็บข้อมูลที่พุ่งสูงขึ้น
Art Hogan หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ B. Riley Wealth กล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงอย่างมากหลังจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายลง แต่การที่ Apple ประกาศขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ใหม่นั้นบ่งชี้ว่าภาวะเงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล ซึ่งสถานการณ์นี้ใกล้เคียงกัช่วงการระบาดใหญ่ ซึ่งปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทำให้การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ แต่ขณะนี้ กำลังเผชิญกับภาวะช็อกด้านอุปทานจากปัญหาด้านชิ้นส่วนหน่วยความจำ (memory) ซึ่งกำลังก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อระลอกใหม่
ขณะที่หุ้น Moderna และหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์อื่นๆ ปรับตัวขึ้นอย่างมาก
หุ้น Moderna พุ่งทะยานเกือบ 13% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2024 หลังจากที่บริษัทผู้พัฒนายารายนี้ได้จัดกิจกรรมสำหรับนักลงทุนและนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการพัฒนายาและวัคซีนต่างๆ ในอนาคต (pipeline)
นอกเหนือจากกลุ่มเฮลธ์แคร์แล้ว กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น กลุ่มการเงิน และกลุ่มสาธารณูปโภคต่างก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นปรับตัวขึ้นเกือบ 1% ในขณะที่กลุ่มการเงินและกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้น 0.8% และ 0.4% ตามลำดับ
ข้อมูลความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับแนวโน้มเงินเฟ้อที่ปรับตัวดีขึ้น ได้ช่วยหนุนตลาด แม้ว่านาย Neel Kashkari ประธานเฟด สาขามินนิอาโพลิส คาดการณ์ว่าจะมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ อันเป็นผลมาจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็ตาม
มหาวิทยาลัยมิชิแกนเผยผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายเดือนมิถุนายนพุ่งขึ้น 10.5% สู่ระดับ 49.5 สูงกว่า 48.9 ตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นกว่า 4% หลังสงครามอิหร่านผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น
ข้อมูลการจ้างงานที่จะเปิดเผยในสัปดาห์หน้าจะช่วยสะท้อนภาพความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะอันใกล้ และอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นที่กำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดจากความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอยู่แล้ว
ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG ชี้ว่านักลงทุนได้คาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อีกหนึ่งครั้ง และมีโอกาสเกือบ 27% ที่จะมีการปรับขึ้นอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงตามทิศทางความอ่อนแอของกลุ่มเดียวกันในตลาดโลก ขณะที่หุ้น Zalando ปรับตัวลงหลังจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของเยอรมนีเริ่มดำเนินการตรวจสอบบัญชีของบริษัท
ดัชนี STOXX 600 สามารถปิดบวกได้เล็กน้อยในรอบสัปดาห์ เนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันเริ่มคลี่คลายลงหลังจากมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน ซึ่งช่วยให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวลดลงกลับสู่ระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง ประกอบกับการที่ตลาดหุ้นยุโรปมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับตลาดอื่น จึงช่วยลดผลกระทบจากการปรับตัวลงของหุ้นในภูมิภาคได้บ้าง
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 635.88 จุด ลดลง 4.33 จุด, -0.68%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,508.02 จุด ลดลง 21.87 จุด, -0.21%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,384.87 จุด ลดลง 46.74 จุด, -0.55%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,671.22 จุด ลดลง 323.61 จุด, -1.29%
หุ้น Zalando ลดลง 6.3% หลังจากที่ BaFin เริ่มดำเนินการสอบสวนงบการเงินปี 2025 ของผู้ค้าปลีกสินค้าแฟชั่นออนไลน์รายนี้ โดยอ้างถึงหลักฐานที่บ่งชี้ว่าบริษัทละเมิดกฎระเบียบด้านการบัญชี ทั้งนี้ ดัชนีกลุ่มค้าปลีกโดยรวม ปรับตัวลดลง 1.6%
ขณะเดียวกัน ภาวะความไม่แน่นอนยังคงปกคลุมภาคธุรกิจเทคโนโลยีทั่วโลก โดยนักลงทุนต่างจับตาการพุ่งขึ้นของราคาชิปหน่วยความจำ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่แข็งแกร่งอันเนื่องมาจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI
Richard Reyle ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Questar Capital Partners กล่าวว่ามุมมองของตลาดที่มีต่อเรื่อง AI ในขณะนี้ยังมีความสับสนและหลากหลาย โดยเปลี่ยนทิศทางไปมาตั้งแต่การตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) ในด้าน AI ไปจนถึงความตื่นตัวและกระแสตอบรับเชิงบวกอย่างมากต่อการลงทุนดังกล่าว
มุมมองที่ขัดแย้งกันนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดกำลังอยู่ในกระบวนการคัดเลือกว่าบริษัทใดจะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ในแวดวงธุรกิจนี้ ซึ่งต้องอาศัยเวลา
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวลดลง 1.2% โดยหุ้นผู้ผลิตชิป Infineon และ STMicroelectronics ต่างปรับตัวลดลง 4.5% ขณะที่หุ้นของผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ BE Semiconductor (และ ASML ปรับตัวลดลง 2.2% และ 1% ตามลำดับ
หุ้น Schneider Electric ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ปรับตัวลดลง 1.3% ส่วนหุ้นกลุ่มโทรคมนาคม Ericsson และ Nokia ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน 1.7% และ 6.5% ตามลำดับ
ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของ STOXX มีผลประกอบการเหนือกว่าดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของ S&P 500 ทั้งในภาพรวมรายปี รายเดือน และรายไตรมาส ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากดัชนีของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมีสัดส่วนหุ้นบริษัทซอฟต์แวร์สูงกว่า
ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG ระบุว่า บรรดาเทรดเดอร์ต่างคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปีนี้
หุ้นผู้ผลิตรถยนต์อย่าง Volkswagen ปรับตัวสูงขึ้น 3.9% หลังจากมีรายงานข่าวระบุว่าบริษัทมีแผนจะปรับลดตำแหน่งงานลงมากถึง 100,000 ตำแหน่งในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ลดลง 2.69 ดอลลาร์ หรือ 3.74% ปิดที่ 69.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ลดลง 3.27 ดอลลาร์ หรือ 4.34% ปิดที่ 71.99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

