HoonSmart.com>>ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 182 จุด ราคาน้ำมันร่วง 4% เบรนท์ลงปิดระดับต่ำสุดก่อนสหรัฐฯโจมตีอิหร่านแตะ 73.74 เหรียญสหรัฐฯ WTI อยู่ที่ 70.34 เหรียญสหรัฐฯ ด้าน S&P 500 , Nasdaq ร่วงต่อเนื่อง แรงกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคจากความกังวลราคาหุ้นพุ่งสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ปิดที่ 51,848.90 จุด เพิ่มขึ้น 182.06 จุด หรือ +0.35% จากราคาน้ำมันดิ่งลงสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq Composite ร่วงต่อเนื่อง ด้วยแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีท่ามกลางความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับระดับราคาหุ้นที่พุ่งสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,358.22 จุด ลดลง 7.24 จุด, -0.10%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,476.64 จุด ลดลง 110.40 จุด, -0.43%
ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวลดลงในวันพุธ โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล ปรับตัวลงมาปิดที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ปรับตัวลงมาปิดที่ระดับ 70.34 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม
ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง หลังจากที่เรือบรรทุกน้ำมันเริ่มแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทางการอิหร่านได้แจ้งต่อสหรัฐฯ แล้วว่าจะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านทางแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงบทสรุปในประเด็นสำคัญต่างๆ
การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบช่วยหนุนหุ้นกลุ่มสายการบินและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ส่งผลให้ดัชนี Dow ปิดตลาดในแดนบวก ดัชนีหุ้นกลุ่มสายการบินโดยสารของ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 5.2% ในขณะที่บริษัทด้านการท่องเที่ยวอย่าง Expedia Group และ Booking Holdings ต่างก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันที่ร่วงลง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 4.5%
หุ้นกลุ่มพลังงานก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยหุ้นของ Exxon Mobil, Chevron, ConocoPhillips และ SLB ต่างปรับลงมากกว่า 2%
ขณะเดียวกัน แรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับระดับราคาหุ้นที่สูงเกินไป การใช้จ่ายมหาศาล และแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ได้ทำให้เกิดการเทขายทำกำไรในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งเคยปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรง
การปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ส่งผลให้ตลาดหันมาจับตาผลประกอบการของ Micron Technology ผู้ผลิตชิป ซึ่งมีการเปิดเผยข้อมูลหลังตลาดปิด แม้ว่าราคาหุ้นจะพุ่งขึ้นกว่า 200% ในปี 2026 แต่กลับปิดตลาดเมื่อวานนี้ลดลง 0.3%
ทางด้าน Cerebras Systems ราคาหุ้นร่วงลง 19.6% หลังจากที่บริษัทผู้ออกแบบชิปรายนี้คาดการณ์ว่าอัตรากำไรตลอดทั้งปีจะลดลงต่ำกว่าระดับของไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการรายงานผลประกอบการครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
นอกจากนี้ ปัจจัยที่กดดันราคาหุ้นยังรวมถึงข่าวที่ OpenAI ประกาศเปิดตัวชิปประมวลผล (inference chip) ที่พัฒนาขึ้นเองภายในองค์กรภายใต้ชื่อ “Jalapeño”
ความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายที่มาจากหนี้ของบริษัทไฮเปอร์สเกลเลอร์ และความกลัวที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดตกต่ำลงในสัปดาห์นี้และทำให้มูลค่าตลาดของดัชนี Nasdaq 100 หายไปมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์
ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า บรรดาเทรดเดอร์กำลังเพิ่มน้ำหนักการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สองภายในสิ้นเดือนธันวาคม จากเดิมที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในขนาด 0.25%
นักลงทุนรอรายงาน ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล (PCE Price Index) ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญและจับตาอย่างใกล้ชิด อาจช่วยให้เห็นภาพแนวโน้มของนโยบายการเงินได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้
หุ้นกลุ่มผู้สร้างบ้านพุ่งสูงขึ้นหลังจากทรัมป์ยกเลิกกำหนดการลงนามในร่างกฎหมายที่ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองพรรค ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเร่งเพิ่มอุปทานที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ โดยหุ้น Hovnanian Enterprises พุ่งขึ้น 11.3%, หุ้น PulteGroup ทะยานขึ้น 7.2% และหุ้น Toll Brothers ปรับตัวขึ้น 6.7%
ในส่วนของหุ้นที่มีความเคลื่อนไหวอื่นๆ หุ้น Hertz ร่วงลง 40.7% หลังจากบริษัทให้เช่ารถยนต์แห่งนี้ระบุว่าคาดการณ์กำไรหลักที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted core earnings) ในไตรมาสที่ 2 จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับกรอบล่างของตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ อีกทั้งยังประกาศแผนเสนอขายหุ้นสามัญมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกหลังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่วนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่าง Rheinmetall ปรับตัวลดลงหลังจากเยอรมนียกเลิกโครงการต่อเรือฟริเกตครั้งสำคัญ
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 635.16 จุด เพิ่มขึ้น 0.53 จุด, +0.08%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,461.63 จุด เพิ่มขึ้น 32.78 จุด, +0.31%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,385.49 จุด เพิ่มขึ้น 44.78 จุด, +0.54%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,740.36 จุด ลดลง 153.22 จุด, -0.62%
หุ้น Rheinmetall (ร่วงลง 18.7% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากเยอรมนียกเลิกแผนการต่อเรือฟริเกตชั้น F126 จำนวน 6 ลำ อันเนื่องมาจากความล่าช้าและแนวโน้มต้นทุนที่อาจบานปลายเกินงบประมาณ โดยสัญญาดังกล่าวเป็นโครงการที่บริษัทด้านการป้องกันประเทศแห่งนี้ถูกคาดหมายว่าจะได้รับเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการ
เยอรมนีจะหันไปใช้เรือฟริเกตขนาดเล็กกว่ารุ่น Meko A-200 จาก TKMS ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจทางทะเลของบริษัท Thyssenkrupp โดยราคาหุ้นของ Thyssenkrupp ปรับตัวสูงขึ้น 16%
ในภาพรวม หุ้นกลุ่มอากาศยานและการป้องกันประเทศ ปรับตัวลดลง 0.8% และหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลดลง 0.2%
กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์เป็นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในดัชนี STOXX 600 โดยหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ และกลุ่มพลังงาน ปรับตัวลดลง 2.5% และ 2.3% ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวลดลงของราคาโลหะและราคาน้ำมัน
หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ปรับตัวขึ้น 3% โดยหุ้น Segro (พุ่งขึ้นถึง 17.4% ทั้งนี้ Prologis บริษัทจากสหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อเสนอซื้อกิจการ Segro มูลค่า 1.66 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อสาธารณะ หลังจากที่ Segro ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพื้นที่คลังสินค้าได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวไปก่อนหน้านี้ โดยหุ้น Segro ปรับตัวขึ้นระหว่างวันมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009
ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี พลิกกลับมาปรับตัวลดลง 0.3% หลังจากที่เพิ่งร่วงลงหนักที่สุดในรอบเกือบ 5 เดือนในการซื้อขายรอบก่อนหน้า
หุ้นผู้ผลิตชิปอย่าง Infineon ปรับตัวลดลง 1.2% ส่วนหุ้นของผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมชิปอย่าง BE Semiconductor และ ASML ต่างปรับตัวลดลง 1.3% และ 0.5% ตามลำดับ
ในด้านข้อมูลเศรษฐกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมิถุนายน โดยภาคธุรกิจมีมุมมองเชิงบวกต่อสถานการณ์ปัจจุบันในระดับสูงสุดในรอบเกือบสองปี
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั่วโลก โดยตลาดได้คาดการณ์และสะท้อนความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ อ้างอิงจากข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ลดลง 2.87 ดอลลาร์ หรือ 3.92% ปิดที่ 70.34 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ลดลง 3.34 ดอลลาร์ หรือ 4.33% ปิดที่ 73.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

