HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 72 จุด แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อลดลงหลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามข้อตกลงสันติภาพ แม้นักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบเล็กน้อย
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ปรับตัวขึ้น ด้วยแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อลดลงหลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในข้อตกลงสันติภาพ แม้นักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ก็ตาม
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,564.70 จุด เพิ่มขึ้น 72.15 จุด, +0.14%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,500.58 จุด เพิ่มขึ้น 80.48 จุด, +1.08%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,517.93 จุด เพิ่มขึ้น 496.28 จุด, +1.91%
การซื้อขายหุ้นชิป AI กลับมาคึกคักอีกครั้ง ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย ปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเหนือตลาดโดยรวม โดยเพิ่มขึ้น 6.4% เนื่องจากหุ้น Intel พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์และปิดตลาดเพิ่มขึ้น 10.6%
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า Apple ผู้ผลิต iPhone ตกลงที่จะร่วมมือกับ Intel ในการออกแบบและผลิตชิปในสหรัฐฯ
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อื่นๆ เช่น Nvidia และ Micron Technology ก็ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 3% และเกือบ 9% ตามลำดับ กองทุน ETF เซมิคอนดักเตอร์ iShares พุ่งขึ้นมากกว่า 6%
ดัชนี S&P 500 กลุ่มซอฟต์แวร์และบริการ ปิดตลาดลดลง 0.7% หลังจากร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองเดือน ด้วยแรงกดดันจากหุ้น Accenture ที่ร่วงลง 18% หลังจากที่บริษัทปรับลดประมาณการรายได้ประจำปีลง หุ้นของบริษัทคู่แข่ง เช่น Cognizant Technology Solutions, Gartner และ IBM ร่วงลงระหว่าง 4.5% ถึง 10.5%
หุ้น SpaceX ของอีลอน มัสก์ ร่วงลง 3.6% เป็นวันที่สองติดต่อกัน หลังจากที่บริษัทด้านอวกาศและปัญญาประดิษฐ์แห่งนี้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสองสามวันแรกของการซื้อขายหลังจากการเปิดตัวในตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา วันพฤหัสบดียังเป็นวันที่สัญญาอนุพันธ์ที่ผูกกับหุ้น ออปชั่นดัชนี และฟิวเจอร์ส หมดอายุพร้อมกันในไตรมาสเดียว หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Triple Witching” ซึ่งสามารถเพิ่มปริมาณการซื้อขายและทำให้ความผันผวนรุนแรงขึ้นได้
ในช่วงต้นของการซื้อขาย ราคาน้ำมันได้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม หลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในข้อตกลงชั่วคราวที่ขยายเวลาหยุดยิงในเดือนเมษายนออกไปอีก 60 วัน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาในการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย ราคาน้ำมันที่ลดลงทให้นักลงทุนคลายกังวลภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์
ข้อตกลงดังกล่าวซึ่งรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการขนส่งสินค้าทางทะเลมีผลบังคับใช้แล้ว สหรัฐฯ ยังได้ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลในภูมิภาคนี้ด้วย การเจรจาในประเด็นที่ยืดเยื้อกว่านี้ รวมถึงโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน คาดว่าจะเกิดขึ้นในอีก 60 วันข้างหน้า
ในขณะเดียวกัน นักลงทุนประเมินโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกนาน หลังจากเจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณเพิ่มเติมว่ามีความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยจะขึ้นในปลายปีนี้ หลังจากที่คงนโยบายไว้เท่าเดิมในการตัดสินใจเมื่อวันพุธ
ข้อมูลของเครื่องมือ FedWatch จาก CME Group บ่งชี้ว่านักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาสประมาณ 50% ที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้น 0.25%ภายในเดือนกันยายน และมีโอกาสประมาณ 20% ที่จะปรับขึ้น 0.50%
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้นคือการตัดสินใจของเควิน วอร์ชประธานเฟดที่ไม่ส่งการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) อย่างไรก็ตาม วอร์ชเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงเป้าหมายในการบรรลุ “เสถียรภาพด้านราคา” ในระหว่างการแถลงข่าว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงท่าทีที่ค่อนข้างแข็งกร้าว
ท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นของธนาคารกลางเกิดขึ้นท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงและตลาดแรงงานทรงตัวท่ามกลางความขัดแย้งกับอิหร่าน ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานเมื่อวันพฤหัสบดีแสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า
กระทรวงแรงงานรายงานจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่แล้ว ลดลง 4,000 ราย มาที่ 226,000 ราย แต่สูงกว่า 225,000 รายที่นักวิเคราะห์คาด
วันพฤหัสบดีเป็นวันสุดท้ายของการซื้อขายในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะปิดทำการในวันศุกร์เพื่อเฉลิมฉลองวันJuneteenth
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ เนื่องจากนักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงปลายปีนี้ หลังจากที่ผู้กำหนดนโยบายแสดงท่าทีแข็งกร้าว แม้ว่าราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยบรรเทาภาวะเงินเฟ้อได้บ้างก็ตาม
ดัชนี STOXX 600 สิ้นสุดการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 5 วัน ตลาดหุ้นในภูมิภาคมีการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน โดยฝรั่งเศสและเยอรมนีปรับตัวขึ้น ขณะที่อิตาลีและสเปนปรับตัวลง
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 637.14 จุด ลดลง 2.17 จุด, -0.34%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,399.70 จุด ลดลง 108.91 จุด, -1.04%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,467.98 จุด เพิ่มขึ้น 37.19 จุด,+0.44%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,026.80 จุด เพิ่มขึ้น 92.13 จุด, +0.37%
ดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษปิดตลาดลดลงเนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเฮลท์แคร์ขนาดใหญ่ปรับตัวลดลง
ธนาคารกลางอังกฤษคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ในการประชุมเดือนนี้โดยพิจารณาว่ายังเร็วเกินไปที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
หุ้นกลุ่มน้ำมันและก๊าซปรับตัวลดลง 1.5% เนื่องจากราคาน้ำมันลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันแรกของการซื้อขายหลังสงครามอิหร่าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ลงนามข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อยุติสงครามที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก
ข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันในตลาด โดยหุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการซึ่งอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น 0.8% อย่างไรก็ตาม ความโล่งใจนั้นก็หมดไปเมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมเมื่อวันพุธ แต่ผู้กำหนดนโยบาย 9 คนคาดการณ์ว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปีนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณแรกที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ โดยแถลงการณ์ของธนาคารกลางได้ตัดคำที่ส่งสัญญานเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตออกไป
ธนาคารกลางยุโรปปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และนักลงทุนคาดการณ์ว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25%ภายในสิ้นปีนี้ ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ร่วงลง 3.1% และเป็นกลุ่มที่ลดลงมากที่สุดในกลุ่มย่อยหลักของดัชนี STOXX เนื่องจากสินค้าโภคภัณฑ์ได้รับแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น
กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ก็อยู่ในกลุ่มที่ปรับลงเช่นกัน โดย Mercedes-Benz, Volkswagen และ Stellantis ลดลงระหว่าง 2.8% ถึง 4.6% BMW ลดลง 4% หลังจากที่ร่วงลง 8.3% ในช่วงการซื้อขายที่ผ่านมา หลังจากออกคำเตือนเรื่องผลกำไรที่ลดลงอย่างกะทันหัน
หุ้นบริษัทให้บริการด้านไอทีในยุโรปร่วงลงอย่างหนักหลังจากที่ Accenture ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี Capgemini ร่วงลงต่ำสุดในรอบ 6 ปีถึง 8.9% ขณะที่ Cancom, Atos และ Reply ร่วงลงระหว่าง 2% ถึง 6.9%
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกรกฎาคม ลดลง 19 เซนต์ หรือ 0.25% ปิดที่ 76.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 30 เซนต์ หรือ 0.38% ปิดที่ 79.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

