HoonSmart.com>>หลักทรัพย์บัวหลวง มอง SET Index จ่อพักฐานเข้า Trading Range หลังเจอแรงขายกลุ่มนำตลาด แนวรับ 1,574 – 1,580 จุด โอกาส “ซื้อดัก” หุ้นโยงเศรษฐกิจไทยที่ราคายังไม่ขึ้น เงินเริ่มไหลออกจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เข้าหุ้นบริโภค-โรงพยาบาลมีลุ้นรีบาวด์เด่นกว่าตลาด
บล.บัวหลวง (BLS) มองแนวโน้มตลาดวันนี้ หรือลมใต้ปีกจะหอบหุ้นล่างขึ้นด้วย!? โดยหุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศที่ราคายังไม่ขึ้น เช่นเดียวกับที่เราคาดตามตลาด จะเห็นหุ้นที่ขึ้นนำไปก่อน… ขึ้น-ไล่ตามหุ้นกลุ่มอื่นตามที่เราเก็ง-ซื้อดัก หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ แต่ยังไม่ได้เข้าเก็บหุ้นเต็มรูปแบบ ซึ่งกลุ่มโรงไฟฟ้าขึ้นไปแล้ว ทำรอบใหม่-ราคาหุ้นลอยลำขึ้น
โดยมองว่ามีความเป็นไปได้ที่เงินหมุนออกจากกลุ่มแรลลี่นำตลาด เช่น อิเล็กทรอนิกส์ จะไหลเข้ามาสมทบแรงซื้อหุ้นล่าง อย่าง หุ้นสินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนหุ้นโรงพยาบาล
จากการเริ่มเห็นสัญญาณหุ้นเหล่านี้รีบาวด์ดีกว่าตลาดเมื่อวานนี้ เช่น MTC SAWAD KTC HMPRO CRC OSP CBG ICHI BH”
มองเป็นโอกาส แต่ยังไม่รีบ เราขอรอสัญญาณเพิ่มเติม เช่น แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังดูดีขึ้นแค่ไหน, อุตสาหกรรมเป็นกลุ่มที่มีการฟื้นตัวตามวัฏจักร, ปัจจัยหนุนราคาหุ้นรายตัว, ธีมการลงทุน… ซึ่งมีโอกาสที่ราคาหุ้นแบบนี้จะถูกไล่ราคาขึ้นตามตลาดในรอบหน้า แต่คงไม่ใช่ทุกตัว และขอเก็บเงินสดไว้เล่นทำกำไรแบบ Alpha จากตลาดในรอบถัดไป
กลยุทธ์ช่วงนี้: แนะสะสมหุ้นเล่นรับความชัดเจนทิศทางราคาพลังงาน ที่หมดข้อกังขาเกี่ยวกับต้นทุนที่จะกลับมาสร้างความกังวลในอนาคต ได้แก่ หุ้นโรงไฟฟ้า พร้อมทั้งติดตามการปลดล็อกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านที่มีมาอย่างยาวนาน ส่วนปัจจัยในประเทศ คาดงบประมาณปี 2570 ที่เตรียมเสนอสภาฯ จะหนุนความเชื่อมั่นโปรเจกต์ลงทุนในประเทศ
สะสมเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และเพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วันนี้ บล.บัวหลวง วิเคราะห์หุ้น BH โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ว่า ควรมองไกลกว่าแค่การฟื้นตัวในระยะสั้น โดยปรับราคาเป้าหมายปี 2570 ขึ้นเป็น 220 บาท (จาก 195 บาทปีนี้) และยังคงแนะนำ “ซื้อ” พร้อมเลือกเป็น Top Pick กลุ่มโรงพยาบาลต่อ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญดังนี้
1) การฟื้นตัวของผู้ป่วยตะวันออกกลางเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Story ไม่ใช่ทั้งหมด: โดยแม้เราจะสมมติกรณีอนุรักษ์นิยม และอิงรูปแบบช่วงโควิด-19 พบว่ารายได้จากตะวันออกกลางอาจลดลงเหลือเพียง 19% ของรายได้รวมใน 2Q69 แต่เป็นจุดต่ำสุดแล้ว ก่อนฟื้นกลับสู่ 23% ใน 3Q69 หนุนรายได้รวมฟื้นกลับสู่ 6.8 พันล้านบาท หลังเที่ยวบินส่วนใหญ่กลับมาให้บริการตามปกติ สะท้อนว่าการชะลอตัวครั้งนี้มีลักษณะคล้าย Shock ระยะสั้นมากกว่าการสูญเสียฐานลูกค้าในระยะยาว ที่เหลือเป็นเพียงเรื่องรอความเชื่อมั่น
2) จุดแข็งที่แท้จริงอยู่ที่ความสามารถในการขยายกำไร มากกว่าการเติบโตของรายได้: ตลอดช่วงปี 2553-2568 รายได้ต่อเตียงของ BH เติบโตเฉลี่ย 6.6% ต่อปี สูงกว่าต้นทุนต่อเตียงที่เพิ่มเพียง 4.9% ต่อปี สะท้อน Operating Leverage ที่แข็งแกร่งและช่วยผลักดันอัตรากำไรให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ในหลายช่วงรายได้จะไม่ได้เติบโตโดดเด่นก็ตาม โดยเราคาด EBITDA Margin จะเพิ่มเป็น 39% ในปี 2569 และ 40% ในปี 2570 ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงสุดแห่งหนึ่งของกลุ่มโรงพยาบาลไทย
3) งบดุลแกร่งกว่าที่ตลาดให้มูลค่าอยู่: เพราะ BH เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่มีสถานะเป็นเงินสดสุทธิ (Net Cash) แม้ยังอยู่ในช่วงลงทุนโครงการใหม่ โดยเฉพาะโรงพยาบาลแห่งใหม่ที่ภูเก็ต ที่ในช่วงแรกเริ่มอาจกดดันในระยะสั้น แต่ไม่ได้กระทบต่อทิศทางการเติบโตของกระแสเงินสดอิสระ (FCFF) ที่ยังต่อเนื่อง เมื่อผ่านช่วง Ramp-up ไปแล้ว เราคาดว่าความสามารถในการทำกำไรจะกลับมาดีต่อได้อีกครั้ง
4) ตลาดกำลังมองความกังวลเรื่องผู้ป่วยตะวันออกกลางมากเกินไป: ทั้งที่ปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้นที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบัน BH ซื้อขายที่ PER ปี 2570 เพียง 18 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่โครงสร้างธุรกิจยังแข็งแรง ทำให้เรายังคงมองว่า Gap นี้จะแคบลง เมื่อผลประกอบการ 2H69 พิสูจน์ให้เห็นว่าความสามารถในการทำกำไรไม่ได้อ่อนแอตามที่ตลาดกังวล
หุ้น ERW หรือ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป การฟื้นตัวรอบใหม่ พร้อมแรงหนุนจาก MICE และ HOP INN โดยยังคงมุมมองเชิงบวกต่อ ERW จากปัจจัยหนุนในช่วง 2H69-2570โดยเฉพาะการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯ และพัทยา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้รวมถึง 69% ของธุรกิจโรงแรม และเป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจึงจะได้อานิสงส์จากงาน MICE และอีเวนต์ขนาดใหญ่ใน 4Q69=ขณะที่นักท่องเที่ยวอินเดีย ซึ่งคิดเป็น 21% ของรายได้ ยังฟื้นตัวดีกว่าหลายประเทศ ส่งผลให้เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-2570 ขึ้น 8% และ 10% ตามลำดับ
อีกแรงหนุนสำคัญคือ HOP INN: ปัจจุบันสร้างรายได้ราว 25% ของธุรกิจโรงแรม และยังเติบโตจากการขยายจำนวนห้องพัก 14% ต่อปี โดยมี EBITDA Margin สูงถึง 45-50% เทียบกับทั้งกลุ่มที่ 35-40% ทำให้เป็นตัวช่วยยกระดับคุณภาพกำไรในระยะยาว
ด้านความกังวลเรื่องอุปทานโรงแรมใหม่ในกรุงเทพฯ: BLS มองว่าผลกระทบต่อ ERW มีจำกัด เนื่องจากโครงการใหม่ที่จะเปิดในปี 2572-2573 อยู่ในกลุ่ม Midscale และ Economy (เช่น สุขุมวิท 26 และสุขุมวิท 18) ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทมีประสบการณ์และมีโมเดลธุรกิจที่พิสูจน์แล้วจากหลายโครงการในอดีต ต่างจากความกังวลของตลาดที่มุ่งไปยังกลุ่มโรงแรมหรูเป็นหลัก
ด้านฐานะการเงิน:คาดว่า Net D/E จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 1.2 เท่าในปี 2569 เป็นราว 1.3 เท่าในปี 2571 แม้จะมีการลงทุนโครงการใหม่รวมกว่า 4 พันล้านบาท โดยบริษัทมีแผน Spin-off HOP INN ในปี 2570 ซึ่งจะช่วยลดภาระเงินลงทุนและเพิ่มความคล่องตัวทางการเงินในอนาคต
Fundamental view: ยังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 3.40 บาท
