“ทิสโก้”คาดหุ้นครึ่งปีหลัง1,600 ไม่รวม DELTA ชู 6 กลุ่มเด่นหนุน จุดเด่นกำไรบจ.โต

HoonSmart.com>>บล.ทิสโก้ คาดหุ้นครึ่งหลังปี’ 69 ไปต่อ ไม่รวม DELTA แตะ 1,600 จุด กำไรต่อหุ้นโต 10% พีอี 12 เท่า มูลค่าไม่แพง แรงหนุนจากเสถียรภาพรัฐ-กองทุนอินฟราฯ-FDI ทีเด็ดกองทุน TISA ด้านตลาดโลกแนะหลบภัย Stagflation – Oil Shock -บอนด์ยีลด์สหรัฐฯสูง แนะโยกเงินเข้าโภคภัณฑ์-พลังงาน บลจ.ทิสโก้ เสนอ 4 กองทุนเด่นชููธีม AI & Robotics  หุ้นไทยปันผลสูงย้ำยีลด์ 6%  ล่าสุดหุ้นเอเชียขึ้นเกือบยกแผง หุ้นสหรัฐฯล่วงหน้าบวก รับข่าวสันติภาพโลก ไทยติดลบ 0.69  จุด

​​นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้   วิเคราะห์ภาพรวมดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ว่า ทิสโก้ และบรรดานักวิเคราะห์ชั้นนำประเมินตรงกันว่ามีโอกาสสร้าง Upside เพิ่มขึ้นประมาณ 10% “ไม่รวมหุ้น DELTA” เพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของตลาด ซึ่งปัจจุบันหากคำนวณแบบรวม DELTA ดัชนีจะเคลื่อนไหวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,600 จุด ถ้าถอดหุ้น DELTA ออกดัชนีของหุ้นส่วนใหญ่จะเหลือเพียง 1,400 กว่าจุดเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ “ต่ำมาก” เมื่อเทียบกับระดับคาดการณ์ในอนาคต

​การที่ดัชนีไม่รวม DELTA อยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ หมายความว่าระดับเก็งกำไรในตลาดยังไม่สูงเกินไป หากอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ของตลาดหุ้นไทยขยับขึ้นไปแตะระดับ 13 เท่า หรือ 14 เท่า จากปัจจุบันอยู่ 12 เท่า ดัชนีหุ้นมีโอกาสขึ้นไปถึงระดับ 1,600 จุดได้ ส่วนดัชนีภาพรวมจะไปไกลกว่านั้นเท่าใดขึ้นอยู่กับแรงส่งของตัวหุ้น DELTA ว่าจะขึ้นไปได้อีกแค่ไหน เพราะปัจจุบันหุ้น DELTA มีการซื้อขายบนราคาที่เกินมูลค่าพื้นฐาน (Overvalue) และพีอีที่สูงมาก

​ปัจจุบัน กำไรต่อหุ้นในอนาคต หรือ Forward EPS ของบริษัทจดทะเบียนไทย ภาพรวม Consensus หรือความเห็นส่วนใหญ่จากแบบสำรวจของสมาคมนักวิเคราะห์ รวมถึงข้อมูลล่าสุดจากสำนักข่าว Bloomberg ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยในปี 2569 อยู่ใน “แนวโน้มขาขึ้น” โดยคาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% และคาดว่าจะรักษาโมเมนตัมบวกนี้ต่อเนื่องไปในอีก 3 ไตรมาสที่เหลือของปี

อย่างไรก็ตาม ก่อนเลือกหุ้นนักลงทุนต้องแยกว่า กำไรที่เพิ่มขึ้นของบางบริษัทอาจมาจากยอดขายที่เติบโตขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจจริง หรือบางบริษัทอาจมาจากการปรับโครงสร้างภายในด้วยการรัดเข็มขัดและลดค่าใช้จ่ายลง ส่วนแนวโน้ม Forward EPS ในปีหน้า (2570) ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะเติบโตลดลงเหลือประมาณ 5% – 6% เนื่องจากความไม่แน่นอนรอบด้านที่ยังมองเห็นไม่ชัดเจน

สำหรับ หุ้นที่จะขับเคลื่อนดัชนีให้ Upside 10% มีจำนวนมากในหลายอุตสาหกรรมที่ราคาซื้อขายยังต่ำกว่ามูลค่าเป้าหมาย (Target Price) ที่นักวิเคราะห์กำหนดไว้ จึงเป็นโอกาสในการทยอยสะสม แต่หลักๆ แล้ว จะอยู่ในกลุ่ม

​กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มพาณิชย์ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ ​กลุ่มสื่อสาร ที่มีความผันผวนต่ำและมีรายได้คงที่ พร้อมรับรู้รายได้จากบริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

กลุ่มพลังงาน กลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มดั้งเดิมที่เป็นเครื่องยนต์หลัก แต่ต้องจับตาการยกระดับสู่การท่องเที่ยวที่ทันสมัยมากขึ้น และกลุ่มอาหาร มีปัจจัยหนุนจากการพัฒนาสู่นวัตกรรมอาหารสมัยใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและมีอัตรากำไรที่สูงขึ้น

​นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลังนอกจากจะได้รับแรงหนุนจากปัจจัยภายนอกประเทศแล้ว ยังได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐเข้ามาขับเคลื่อน ประกอบด้วย นโยบายและเสถียรภาพของรัฐบาล ทำให้นักลงทุนเกิดความกล้าที่จะวางเงินลงทุนในระยะยาวมากขึ้น ต่างจากอดีตที่เน้นทำกำไรระยะสั้นเพียง 1-2 เดือนแล้วถอนออก

จากข้อจำกัดเรื่องวินัยการคลังที่รัฐบาลไม่อยากขยับเพดานหนี้สาธารณะ นายกรัฐมนตรีจึงเลือกใช้ช่องทางตลาดทุนในการตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) หลายรูปแบบ เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ไม่ใช่การสร้างหนี้ ซึ่งจะช่วยสร้าง Sentiment ที่ดีมากต่อตลาดหุ้น

การลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่คาด และอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

คาดว่า กองทุนการออมระยะยาว TISA จะออกมาอย่างแน่นอนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 นี้ ซึ่งจะเป็นตัวช่วยเพิ่มสภาพคล่องและสร้างโมเมนตัมฝั่ง Demand ให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาวถึงปีหน้าและปีถัดไป

รวมถึงมาตรการส่งเสริมศักยภาพบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+ ในระยะข้างหน้า

​ขณะที่นโยบายการเงิน คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังสามารถดำเนินนโยบายแบบรอดูสถานการณ์ได้โดยไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้

ส่วนทางด้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มสูงมากที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิมยาวไปจนถึงปีหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้แข็งแรงพอ และไม่มีแรงกดดันจากเงินเฟ้อในประเทศ

ยกเว้นปัจจัยด้านราคาพลังงานที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ต้นทุนทางการเงินของไทยจึงยังคงอยู่ในระดับต่ำที่เป็นมิตรต่อการลงทุน

สำหรับ เศรษฐกิจไทย คาดว่ายังเติบโตในอัตราต่ำกว่าศักยภาพ และมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% ในปีนี้และปีหน้า

แม้ความเสี่ยงด้านลบจะมีอยู่รอบด้าน แต่ตลาดทุนมักจะให้ความสำคัญและชื่นชอบสินทรัพย์ที่มีแต้มต่อในเรื่องของโอกาสและทางเลือกในแดนบวกมากกว่า โดยโอกาสของตลาดหุ้นไทยในระลอกนี้คือกำไรของบริษัทจดทะเบียน (EPS) ที่ไม่ได้รวมหุ้นขนาดใหญ่อย่างเดลต้า (DELTA) ได้เริ่มกลับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปีที่ผ่านมาและยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากโครงสร้างของตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับภาคเศรษฐกิจเก่า (Old Economy) ค่อนข้างสูง จุดลักษณะเฉพาะนี้จะกลายเป็นเกราะป้องกันความผันผวนชั้นดีที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความไวนต่อแรงกระแทกต่ำกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่แห่งอื่น

อีกทั้งระดับราคาหรือมูลค่าหุ้น (Valuation) ของไทยในปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับโอกาสการเติบโต ประกอบกับการที่ทีมเศรษฐกิจของไทยมีการทำการบ้านและเตรียมพร้อมเปิดตลาดเพื่อรับมือกับการเจรจาต่อรองทางการค้าเป็นอย่างดี

ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนผ่านความเสี่ยงให้กลายเป็นโอกาส และกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติรวมถึงฟันด์โฟลว์หันกลับมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในไทย เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในช่วงครึ่งปีหลังนี้

“ตลาดหุ้นไทยยังมีศักยภาพที่จะเป็นมากกว่าสินทรัพย์หลบความผันผวน หากภาครัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวทางการยกระดับเศรษฐกิจให้กลับไปเติบโตในระดับ 3–4% ได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการออกแบบมาตรการอย่าง TISA ให้สามารถดึงดูดเงินออมระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ” นายไพบูลย์ กล่าว

คัมภีร์จัดพอร์ตหุ้นต่างประเทศ

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ วิเคราะห์ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกและเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีภูมิคุ้มกันและมีแรงต้านทานต่อความเสี่ยงค่อนข้างสูง สะท้อนจากเม็ดเงินลงทุนหรือฟันด์โฟลว์ที่ยังคงไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทั่วโลกสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น

อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ภาพรวมจะเปลี่ยนไป ความเสี่ยงจะสูงขึ้น เช่น การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในแถบตะวันออกกลาง เริ่มมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อเข้ามาสั่นคลอนความเชื่อมั่น ส่งผลให้ผู้ลงทุนรายใหญ่จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงและปรับทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนใหม่อีกครั้ง

ภาพการเปลี่ยนทิศของฟันด์โฟลว์ในรอบนี้ กำลังกลายเป็นโอกาสสำคัญของตลาดหุ้นไทยที่กลายมาเป็นจุดหมายเนื้อหอมในสายตาต่างชาติ เนื่องจากตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงจนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น (Underperform) มาเป็นเวลานานจนเริ่มเห็นสัญญาณการตีกลับขึ้นมา

สำหรับกลยุทธ์และจัดพอร์ตสินทรัพย์โลกในสภาวะตลาดเช่นนี้ แนะนำ

1.กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย — การถือครองหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนที่สมดุล ช่วยรองรับความผันผวน โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นและพันธบัตรเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน สินทรัพย์กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ถือเป็นสินทรัพย์เด่นที่จะได้รับอานิสงส์และผลตอบแทนเป็นบวกมากที่สุด

2.เพิ่มน้ำหนัก (Overweight) หุ้นกลุ่มพลังงานและวัสดุพื้นฐาน — ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น โดยคาดการณ์กำไรของทั้งสองหมวดยังคงเป็นบวก และ Materials ยังมีส่วนช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น จากความสัมพันธ์กับตลาดโดยรวมลดลง

โดยกลุ่มพลังงาน มีแนวโน้มที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนและกลายเป็นกลุ่มที่นำตลาด (Perform) ได้ดีกว่าภาพรวมของตลาดหุ้นโดยรวมอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยหนุนด้านราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้นมาตั้งฐานใหม่ในระดับสูงที่ประมาณ 90 ถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งราคาระดับนี้จะช่วยสร้างความคุ้มค่าให้กับการลงทุนขุดเจาะน้ำมันในรูปแบบ Shale Oil และผลักดันให้กลุ่มพลังงานในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งจากการรับรู้รายได้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการของทั่วโลกที่ต้องการกระจายแหล่งที่มาของพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแถบตะวันออกกลาง

3.ลดน้ำหนัก (Underweight) หุ้นเทคโนโลยีที่กระแสเงินสดต่ำระยะยาว — โดยเฉพาะในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่กำไรพึ่งพากระแสเงินสดในอนาคตไกล ๆ ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขัน AI ที่เข้มข้นยังกดดันให้ Hyperscalers ต้องเพิ่มงบลงทุน (CAPEX) สูงที่สุดในรอบทศวรรษ กัดกร่อนกระแสเงินสดอิสระ ทำให้ความน่าดึงดูดของหุ้นกลุ่มนี้ลดลงในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยยังสูง

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ 3 ปัจจัยเสี่ยงหลักที่จะเข้ามาทดสอบตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่

ความเสี่ยงจากการเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน (Oil Shock) ความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ทรงตัวในระดับสูงหรือปรับตัวเพิ่มขึ้น

ความเสี่ยงจากการเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ซึ่งหากปัจจัยเสี่ยงทั้งสามนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงครึ่งปีหลัง จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการลงทุนทั่วโลกและสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์เสี่ยงค่อนข้างมาก

ความยืดเยื้อของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปิดฉากสงครามการค้ารอบใหม่จากนโยบายแบบ “ยื่นหมูยื่นแมว” ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งเน้นการเจรจาต่อรองเพื่อผลประโยชน์กับแต่ละประเทศเป็นรายกรณี ซึ่งอาจสร้างความกดดันต่อภาคการส่งออก

“Stagflation ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงการหยุดลงทุน แต่เป็นสัญญาณให้ปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับบริบทใหม่ โดยบทเรียนจากปี 2564-2565 ชี้ชัดว่า นักลงทุนที่ปรับตัวได้จะสามารถผ่านความผันผวนไปได้ ขณะที่ผู้ที่ยึดติดกับพอร์ตเดิมอาจเผชิญผลตอบแทนที่น่าผิดหวัง” นายคมศรกล่าว

แนะนำ 4 กองทุนรวม

นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ทิศทางการลงทุนในตลาดทุนช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความผันผวน ส่งผลให้ผู้จัดการกองทุนต้องเฟ้นหากลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ทั้งการเติบโตและการปกป้องเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาช่องทางสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในช่วงที่เหลือของปีนี้ มี 4 กองทุนเด่นที่มีความโดดเด่นทั้งในแง่ของโครงสร้างพอร์ตและความสม่ำเสมอของผลตอบแทนที่น่าสนใจสำหรับการตัดสินใจลงทุน

​1. กองทุนเปิด ทิสโก้ โกลบอล สมาร์ท แอลโลเคชั่น (TGSMART) ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆทั่วโลก อาทิ หุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อให้เงินลงทุนเติบโตและมีรายได้จากการลงทุนเทียบเท่ากับผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 3 เดือน +5% ต่อปีในช่วงระยะเวลา 3 ปีต่อเนื่อง

2.กองทุนเปิด ทิสโก้ AI & Big Data (TISCOAI) ความเสี่ยงระดับ 6 (ความเสี่ยงสูง) ลงทุนใน Xtrackers Artificial Intelligence & Big Data UCITS ETF ชนิดหน่วยลงทุน 1C (กองทุนหลัก) เป็นกองทุนที่มีนวัตกรรมการลงทุนในรูปแบบ “เบ็ดเสร็จ” (One-stop Service) ในตัวเอง จุดเด่นสำคัญคือการเป็นกองทุนหุ้นต่างประเทศที่มีนโยบายการลงทุนเชิงรุกและยืดหยุ่นสูง โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแลและทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนน้ำหนักสินทรัพย์ให้โดยอัตโนมัติตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป นักลงทุนจึงไม่จำเป็นต้องคอยกังวลหรือติดตามตลาดอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง ช่วยให้สามารถลงทุนได้อย่างสบายใจและนอนหลับแบบเต็มอิ่ม

​3.กองทุนเปิด ทิสโก้ โรโบติกส์ (TROBOTICS) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่คุณค่า (Value chain)ในเทคโนโลยีหุ่นยนต์ รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติสามารถทำงานได้ (Enabling Technologies) ผ่านหน่วยลงทุนของกองทุน Pictet – Robotics ชนิดหน่วยลงทุน I USD (กองทุนหลัก) ที่คาดว่าจะมีการเติบโตเฉลี่ยสูงถึงปีละ 15% ไปจนถึงปี 2573

นักลงทุนสามารถเลือกจับคู่ผสมผสานการลงทุนร่วมกับกองทุนในธีม Physical AI หรือ Robotic ได้ในลักษณะของ “กองทุนคู่แฝดพี่น้อง” ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งทั่วโลก จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนชั้นดีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มความดุดัน (Boost) และเกาะกระแสการเติบโตไปกับนวัตกรรมที่มีผลกำไรรองรับ

ทั้งกองทุนเปิด TGSMART TISCOAI และ TROBOTICS ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน

​4. กองทุนเปิด ทิสโก้ ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป (TISCOHD-A) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ลงทุนในหุ้นไทยที่มีการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง ในดัชนี SETHD 30 Total Return Index โดยใช้นโยบายการลงทุนแบบเชิงรุก ทางรอดในภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง

เป็นกองทุนหุ้นไทยปันผลสูงระดับตำนานที่เปิดดำเนินการและมี Track Record ยาวนานกว่า 10 ปี นโยบายหลักของกองทุนนี้จะเน้นการบริหารแบบเชิงรุก (Active Management) โดยใช้ดัชนี SET HD เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ซึ่งดัชนีนี้ได้ทำการคัดกรองหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่มีความมั่นคงสูง 30 ตัวแรกของตลาดมาให้แล้วเป็นอย่างดี ผู้จัดการกองทุนจะทำหน้าที่คัดสรรหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ มีศักยภาพในการเติบโต และคอยหมุนเวียนปรับพอร์ต (Rotate หุ้น) ตามจังหวะเวลาอย่างเหมาะสม

​ปัจจัยหนุนสำคัญของกองทุน TISCOHD-A  ได้แก่ ​ระดับราคาหุ้นไทยและมูลค่าที่แท้จริงน่าสนใจ หากพิจารณาตัวเลขดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ที่ระดับประมาณ 1,600 จุด แต่เมื่อหักผลกระทบของหุ้น Delta ออกไป จะพบว่าดัชนีเนื้อในของหุ้นไทยส่วนใหญ่เคลื่อนไหวอยู่เพียงระดับประมาณ 1,400 จุดเท่านั้น ซึ่งสะท้อนว่าราคาหุ้นไทยไม่ได้แพงอย่างที่คิด สอดคล้องกับอัตราส่วน PE ปัจจุบันของตลาดที่แท้จริงซึ่งอยู่เพียงประมาณ 14 เท่า (ต่ำกว่าตัวเลขรวมที่แสดง 16-17 เท่า) จึงเป็นจังหวะที่ปลอดภัยในการเข้าสะสม

ปัจจุบันสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนและผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ ทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจัยนี้ได้ช่วยเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับคืนมา สะท้อนจากการเริ่มไหลเข้าของกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รวมไปถึงการขยับตัวเติบโตของการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment) ภายในประเทศ

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยอาจจะยังมีความเปราะบางอยู่บ้าง แต่หุ้นกลุ่มปันผลสูง (SET HD) มีความสามารถในการสร้างอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยสูงถึงประมาณ 6% ซึ่งชนะอัตราเงินปันผลเฉลี่ยของตลาดทั่วไปที่อยู่ประมาณ 3-4% และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบันที่อยู่เพียงระดับ 1% กว่าๆ

นอกจากนี้ จากการที่จะมีกองทุนการออมระยะยาว TISA ซึ่งจะเป็นโครงการถาวรระยะยาว จะเพิ่มกำลังในการลดหย่อนภาษีให้กับพนักงานออฟฟิศ (White-Collar) ซึ่งเป็นฐานภาษีหลักของประเทศ ที่ยังมีกำลังซื้อและต้องการสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม เปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุนสามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การลงทุนเฉพาะเจาะจงได้สะดวกยิ่งขึ้น

จาก​เกณฑ์การลงทุนของกองทุน TISA ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะ มุ่งเน้นและจำกัดสิทธิ์ให้เฉพาะการลงทุนใน “หุ้นไทย” เท่านั้น ไม่นับรวมหุ้นต่างประเทศ จะกลายเป็นแรงผลักดันโดยตรงต่อหุ้นไทยขนาดใหญ่ที่มีระดับการจ่ายปันผลสูงและมีธรรมาภิบาลที่ดี (SETHD)

รวมถึง กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) จะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะปัจจุบันสินค้าทางการเงินประเภทหุ้นรายตัวหรือพอร์ตหุ้นบางประเภทของโบรกเกอร์ไม่เคยได้รับสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีมาก่อน แต่การเข้ามาของ TISA จะกลายเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่ดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนรายย่อยและผู้ที่มีพอร์ตหุ้นอยู่เดิม ให้โยกย้ายเงินลงทุนเข้ามาสู่ระบบกองทุน TISA เพื่อรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้

วันที่ 15  มิ.ย. 2569  ตลาดหุ้นภูมิภาคและตลาดหุ้นสหรัฐฯล่วงหน้าปรับตัวขึ้น รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านนัดเซ็นข้อตกลงสันติภาพในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. 2569  ส่วนตลาดหุ้นไทย ระหว่างวันดีดขึ้นทะลุ 1,600  จุด แต่กลับเจอแรงขายทำกำไร  ดัชนี SET ปิดที่ 1,591.72 จุด ลดลง
0.69  จุด หรือ -0.04% ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นทะลุ 91,000 ล้านบาท