เจาะลึกผลกระทบ 7 กลุ่ม จากพ.ร.บ.”หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์” 

HoonSmart.com>>พลิกประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย! สภารับหลักการร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ใหม่ ดัน “หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์” เต็มรูปแบบ ควบคู่การเพิ่มบทลงโทษเข้มกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนกระดาษเป็นไฟล์ แต่คือการล้างไพ่โครงสร้างต้นทุนและความเสี่ยง กระทบ 7 กลุ่มในระบบการเงินไทย

นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดของตลาดทุนไทยในรอบทศวรรษ หลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 455 เสียง เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อผลักดันกฎหมายรองรับ “หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์” (Digital Securities) และที่มองข้ามไม่ได้คือ “การเพิ่มบทลงโทษ” กรณีฝ่าฝืนเกณฑ์

กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ”การเปลี่ยนกระดาษเป็นไฟล์คอมพิวเตอร์” แต่เป็นการ “ล้างไพ่โครงสร้างต้นทุนและความเสี่ยง” ของผู้เล่นทุกกลุ่มในระบบการเงินไทย

เจาะลึกผลกระทบ 7 กลุ่ม

1) บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เริ่มจากกระบวนการในการที่จะออกหุ้นสามัญ หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุนหลังจากกฏหมายใหม่มีผลบังคับใช้ จะอยู่บนระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่กระดาษที่พิมพ์ออกมาหลายๆ ชุดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือไว้เหมือนเดิมอีกต่อไป

หุ้นสามัญ หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน ที่ออกจะเป็น “หลักทรัพย์ดิจิทัล” จะช่วยตัดภาระค่าใช้จ่ายในการพิมพ์และจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ ซึ่งในแต่ละปี บจ. ขนาดใหญ่ต้องเสียเงินส่วนนี้หลักสิบถึงหลักร้อยล้านบาท

สิ่งที่ต้องระวัง ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 62/5 บังคับให้บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ต้องจัดให้มีทะเบียนผู้ถือหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ตามเกณฑ์ ก.ล.ต. หากระบบจัดเก็บล้มเหลว ข้อมูลสูญหาย หรือเกิดการทุจริตแก้ไขทะเบียน จะต้องเผชิญกับ “บทกำหนดโทษกรณีฝ่าฝืนที่รุนแรงเฉียบขาด” ซึ่งอาจรวมถึงโทษปรับรายวันจนกว่าจะแก้ไขเสร็จ

2) บริษัทมหาชนจำกัด และกลุ่มธุรกิจ SME (นอกตลาดหลักทรัพย์ฯ) มีทางออก เพราะกฎหมายนี้เปิดช่องให้บริษัทจำกัดหรือมหาชนขนาดเล็ก สามารถออกตราสารหนี้หรือหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ระดมทุนได้โดยตรงผ่านระบบเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบฝากหุ้นแบบเดิมที่มีค่าใช้จ่ายสูง ช่วยปลดล็อกปัญหาการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวัง คือ บริษัทที่อยู่นอกตลาด ส่วนใหญ่มักมีระบบการควบคุมภายในที่อ่อนแอ หากนำระบบดิจิทัลที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้ ไม่สามารถระบุตัวตนผู้ควบคุมสิทธิ์ที่แท้จริงได้ตาม มาตรา 62/4 อาจถูกสั่งระงับการระดมทุน และกรรมการบริษัทอาจต้องรับผิดชอบทางอาญา

3) บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) และผู้ดูแลรับฝากทรัพย์สิน (Custodian) จะถูกบังคับให้เปลี่ยนผ่านจากคนคีย์คำสั่งซื้อ-ขาย ไปเป็น “ผู้บริหารจัดการสิทธิ์” โอกาสในการสร้างรายได้ใหม่จากการเป็นผู้ดูแลสิทธิ์ควบคุมหลักทรัพย์แทนลูกค้าตาม มาตรา 62/6 จะกลายเป็นเค้กชิ้นใหญ่

สิ่งที่หน่วยงานกำกับ ต้องเข้มงวดอย่างยิ่ง ตรงที่การทำให้โบรกเกอร์ต้องแยกบัญชี ระหว่างทรัพย์สินของลูกค้ากับทรัพย์สินของบริษัท และแยกแต่ละรายออกจากกันอย่างเด็ดขาด

มิฉะนั้น จะเป็นช่องโหว่ให้เหล่ามิจฉาชีพเข้ามาโจรกรรมสิทธิ์หุ้นดิจิทัลของลูกค้าออปไปได้ แม้ปัจจุบันจะมีบทลงโทษในกรณีดังกล่าวค่อนข้างรุนแรงตั้งแต่ปรับทางแพ่ง จนถึงยึดใบอนุญาตโบรเกอร์

แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นหากเกิดการโจรกรรม สะท้อนถึงความหละหลวมในประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัย แหละประสิทธิภาพการกำกับดูแล สร้างความไม่น่าเชื่อถือ

4) สถาบันการเงิน (ธนาคารพาณิชย์) ได้ประโยชน์สูงสุดจาก มาตรา 62/7 และ 62/8 เพราะต่อไปนี้การปล่อยกู้โดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน (Lombard Loan) จะทำได้เร็วปานสายฟ้าแลบเพราะการจำนอง/จำนำทำผ่านระบบบันทึกอิเล็กทรอนิกส์

หากลูกหนี้เบี้ยวหนี้ แบงก์สามารถบอกกล่าวและกดปุ่ม “บังคับขายทอดตลาด” ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ได้ทันทีในราคาที่เป็นธรรม ไม่ต้องรอขั้นตอนฟ้องร้องศาลยึดใบหุ้นกระดาษแบบเดิม นี่ยังช่วยลดตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ในระบบธนาคารได้อย่างมีนัยสำคัญ

แต่กว่าจะถึงจุดนั้น แบงก์ต้องลงทุนมหาศาลในการทำโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อระบบ (API) และต้องเผชิญหน้ากับการเข้ามาแย่งเค้กของแพลตฟอร์มการเงินไร้ตัวกลาง (DeFi) ที่อาจหันมาปล่อยกู้โดยใช้หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ค้ำประกันเช่นกัน แม้ในไทยยังไม่มี แต่

ล่าสุด ก.ล.ต. เพิ่งออกและปรับปรุงหลักเกณฑ์รองรับ Tokenized Fund (กองทุนรวมในรูปแบบโทเคน) และ สถาบันการเงินและบริษัทขนาดใหญ่

กำลังเตรียมแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้เป็นโทเคน (RWA Tokenization)เช่นการออกโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน หรือ Investment Token

5) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และศูนย์ซื้อขายฯ จะกลายเป็นดิจิทัลฮับของภูมิภาคอย่างแท้จริง การซื้อขาย การโอน และการชำระราคา (Clearing & Settlement) จะหดสั้นลงเหลือระดับเรียลไทม์หรือ T+0 ดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนต่างชาติ (Algorithmic Trading) ที่เน้นความเร็วสูงเข้ามาสร้างวอลุ่มให้ตลาดคึกคัก

ควบคู่กับการ แบกรับความรับผิดชอบในการออกเกณฑ์และเงื่อนไขการซื้อขาย หากระบบกลางเกิดขัดข้องหรือล่มในระหว่างวัน มูลค่าความเสียหายต่อนาทีจะสูงกว่าระบบเดิมหลายเท่าตัวเนื่องจากธุรกรรมวิ่งเร็วขึ้น

6) นักลงทุน (รายย่อยและสถาบัน) จะได้รับความคุ้มครองสูงสุด เอกสารสิทธิ์ไม่มีวันหาย ไม่ต้องกลัวใบหุ้นปลอมแปลง และตรวจสอบความถูกต้องได้ทุกเมื่อ ที่สำคัญสามารถโยกย้ายสินทรัพย์ในพอร์ตไปค้ำประกันเพื่อสร้างสภาพคล่องได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่จะออกมาใหม่ ไม่ได้มีผลบังคับใช้กับหลักทรัพย์เก่าทั้งหมดทันที แต่เปิดช่องว่าใบหุ้นกระดาษเดิมยังใช้ได้ และถ้าพิมพ์ออกมาจะถือเป็นแค่ “สำเนา” แต่นักลงทุนรุ่นเก่าที่ไม่ยอมปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลจะเสียเปรียบในแง่ของต้นทุนและโอกาส เพราะอาจจะมีการคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มหากต้องการใบหุ้นที่เป็นกระดาษ

นอกจากนี้ หากนักลงทุนดูแลรักษา Password หรือกุญแจดิจิทัลไม่ดี แล้วถูกหลอก (Phishing) จนสูญเสีย “การควบคุมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว” ตามมาตรา 62/4 กฎหมายจะถือว่าการโอนนั้นสมบูรณ์ตามระบบทันที การติดตามทรัพย์สินคืนจะทำได้ยากยิ่ง

7) ประชาชนทั่วไป มีโอกาสเข้าถึงการลงทุนได้มากขึ้น จากต้นทุนที่ลดลง ทำให้สถาบันการเงิน บริษัท สามารถออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีหน่วยเล็กลง เช่นหุ้นกู้ที่เคยขายขั้นต่ำครั้งละ 1 แสนบาทจะถูกย่อยเหลือหน่วยละ 10 บาท 50 บาทในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ประชาชนคนธรรมดาสามารถเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพดีได้ตั้งแต่เงินบาทแรก

แต่ด้วยความเร็ว เข้าถึงง่าย เปิดช่องมิจฉาชีพเข้ามาหากินได้ง่าย นักลงทุนรายเล็กๆอย่างเราต้องรู้เท่าทัน แต่บอกเลยว่ายาก ต้องพึ่งพิงหน่วยงานกำกับดูแลหาทางป้องกัน กำจัด อาชญากรรมไซเบอร์ที่รวดเร็ว เพื่อลดความเสียหายให้ทัน

ทั้งนี้ รัฐบาลนำโดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีออกมายืนยันว่า “กฎหมายที่ทันสมัยคือเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขัน” และ ก.ล.ต. หวังใจให้เป็นรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล ที่เน้นนำ “เทคโนโลยี” มาใช้ ควบคู่กับ”บทลงโทษและการบังคับใช้” เพื่ออุดช่องโหว่เรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ หวังว่ากฎหมายที่จะออกมาใหม่ ซึ่งเหลือวาระ 2 และ 3 จะเป็น “สปริงบอร์ด” ดันเศรษฐกิจไทย เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และลดโลกร้อนจากการลดกระดาษ

รอติดตามตอนต่อไป ใน 7 กลุ่มนี้ ใครเริ่มจับเอกสารที่เป็นกระดาษ เป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ แล้วบ้าง