HoonSmart.com>>ความหวังสันติภาพตะวันออกกลางกำลังเกิดขึ้น กดดันราคาน้ำมันดิบร่วงแรงต่ำกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ลดแรงกดดันเฟด-บีโอเจ ไม่ต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย หนุนตลาดหุ้นโลก-ไทยไปต่อ บล.พายเชียร์ 14 หุ้นที่ได้ดีน้ำมันถูกลง กลุ่มการบิน,ท่องเที่ยว,ค้าปลีก,การเงิน,โรงไฟฟ้า บล.เอเซียพลัส เน้นท่องเที่ยว-การบิน บล.บัวหลวงชี้เป้าหุ้นไทยแค่ “พักเพื่อไปต่อ” แนะสอยหุ้นปันผลสูง เริ่มเพิ่มเป้ากำไร สะสมเมื่อราคาย่อลง ไม่ต้องไล่ซื้อ

วันที่ 12 มิ.ย.2569 นักลงทุนต่างชาติโหมเข้าซื้อหุ้นไทยมากถึง 4,476.90 ล้านบาท ผลักดันให้ดัชนี SET ทะยานขึ้น ปิดที่ 1,592.41 จุด เพิ่มขึ้น 20.09 จุด คิดเป็น +1.28% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 67,381.65 ล้านบาท ตามทิศทางหุ้นในภูมิภาค และสหรัฐอเมริกาทั้ง 3 แห่ง บบความคาดหวังสันติภาพตะวันออกกลาง และ Space X พุ่งสูงขึ้นในการเปิดซื้อขายครั้งแรก
บล.พายแนะกลยุทธ์เก็งกำไรกลุ่ม Anti Oil หลังราคาน้ำมันดิบร่วงลงต่ำกว่า 85 ดอลลาร์/บาร์เรล อาทิ สายการบิน (AAV BA THAI) โรงแรม ERW,CENTEL,MINT ค้าปลีก (CPALL,CPN) การเงิน (SAWAD,MTC,TIDLOR) โรงไฟฟ้า (BGRIM,GPSC,GULF) โดยเฉพาะ BA ให้ราคาเป้าหมาย 18.40 บาท ยอดจองตั๋วล่วงหน้ารวมจนถึงเดือน ก.ย ยังเห็นการเติบโตได้ 1%YoY แม้จะมีปัญหาความสงบในตะวันออกกลาง และSAWAD ราคาเป้าหมาย 18.40 บาท ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยต่อคุณภาพสินเชื่อ บริษัทยังสามารถควบคุมหนี้เสียได้ อย่างไรก็ตามแนะติดตามผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)
บล.เอเซียพลัสแนะกลยุทธ์การลงทุน เพื่อรับมือความผันผวนและดักเม็ดเงินจากโครงการ TISA โดยเน้นเลือกลงทุนใน “หุ้นที่มีปันผลสูง ควบคู่กับหุ้นที่มี SET ESG Rating ระดับ AAA” ได้แก่ หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มธนาคาร, พลังงาน, อสังหาริมทรัพย์ และค้าปลีก เช่น SCB, KBANK, BBL, KTB, TISCO, PTT, RATCH, LH, HMPRO และ CPF
พร้อมกันนี้ ยังแนะนำให้เข้าเก็งกำไรในหุ้นที่ได้อานิสงส์จากสงครามผ่อนคลาย (กลุ่มท่องเที่ยวและการบิน) ได้แก่ AOT, CENTEL, ERW, BA และ THAI อย่างไรก็ตาม ผลพวงจากราคาน้ำมันที่ยังคงยืนในระดับสูงก่อนหน้านี้ ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อดีดตัวขึ้นรวดเร็ว ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มเปลี่ยนทิศทางดอกเบี้ย ล่าสุดธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 2.0% เป็น 2.25% ตามคาด พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์ GDP ของยุโรปในปีนี้ลงเหลือ 0.8%
สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดรอจับตาการประชุมของ 3 ธนาคารกลางสำคัญ ได้แก่ธนาคารกลางของญี่ปุ่น(BOJ) คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.0% ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางสหรัฐคาดว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% รวมถึงรอดูถ้อยแถลงครั้งแรกของประธานเฟด คนใหม่ (Kevin Warsh)
บล.บัวหลวงมองกำลังจะผ่านภาวะขายแบบหนักหน่วง “Sell-off” สินทรัพย์ทุกอย่างบนโลกนี้ เพราะความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้เร็ว หากไม่รวมต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อยังไม่เกินควบคุม ทิศทางต้นทุนทางการเงิน โดยเฉพาะจาก สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยังไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง ยกเว้น ยุโรป ที่ทนไม่ไหวและต้องยอมขึ้นไปแล้ว ขณะที่หลายชาติในภูมิภาคนี้ หากไม่กลัวโดนโจมตีเรื่องค่าเงิน การขยับขึ้นดอกเบี้ยไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านที่ทุกประเทศต้องเลือกใช้
“มองหุ้นไทย “เป็นการพักเพื่อขึ้นต่อ” แต่ยังไม่น่าจะสามารถฝ่าด่านแนวต้านที่ 1,620 จุดไปได้ในระยะสั้น กลยุทธ์ช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง เริ่มเพิ่มประมาณการกำไร และเพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร ไม่เน้นโมเมนตัมราคาที่อยู่ในภาวะ Overbought (ไล่ราคามีโอกาสติดดอย) หรือ Oversold จนเกินไป (หุ้นหนักมากซื้อแล้วไม่ขึ้นสักที) และใช้พื้นฐานกำไรที่ดีไม่เปลี่ยนแปลงมากำกับการเลือกซื้อหุ้น รวมถึงราคาหุ้นปรับลดลงสวนทางกำไร “บล.บัวหลวงระบุ
