
โดย…บริษัทหลักทรัพย์บลูเบลล์
ราคาทองคำปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ดิ่งแตะ 4,030 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ท่ามกลางไฟสงคราม
ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงอย่างหนักตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นสงคราม จนมาถึงปัจจุบัน โดยแทนที่จะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในยามสงคราม ก็คือเรื่องของเงินเฟ้อที่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากราคาพลังงานที่สูง ขณะที่ ETF Flows อ่อนตัวลง โดยพลิกเป็นลบเล็กน้อยนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง
Real Yield พุ่ง กดดันทองคำต่อเนื่อง แม้ภาวะสงครามมักหนุนให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ครั้งนี้กลับเป็นตรงข้าม เงินเฟ้อที่ยังพุ่งสูงจากราคาพลังงาน และ การ Repricing เชิง Hawkish ของ Fed Expectations ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยืดหยุ่นและเงินเฟ้อที่เริ่มสูงขึ้น กดดันทองคำเพิ่มเติม
ดัน US Bond Yield อายุ 10 ปี ขึ้นจากระดับ 3.90–4.00% มาแตะ 4.50–4.60% ส่งผลให้ Real Yield เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับทองคำที่ไม่มีกระแสเงินสด ความน่าสนใจจึงลดลงตามไปด้วย
ช่องแคบฮอร์มุซ ชนวนหลักของปัญหา ต้นตอที่แท้จริงอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงถูกปิด กระทบการขนส่งพลังงานในวงกว้าง และยิ่งปิดนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นแรงกดดันให้ราคาพลังงานทรงตัวสูง
“ภาพระยะสั้นอาจถูกกดดันจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ ณ ราคาปัจจุบันและปัจจัยพื้นฐานในระยะข้างหน้ายังคงน่าสนใจ “
เงินพิมพ์ได้ไม่อั้น ทองคำพิมพ์ไม่ได้ รัฐบาลทั่วโลกกู้เงินและออกพันธบัตรมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ปริมาณเงินในระบบพองตัว แต่ทองคำในโลกมีจำกัด ผลิตใหม่ได้แค่ 1-2% ต่อปี เมื่อเงินมากขึ้น มูลค่าของเงินก็ด้อยลง ทองคำจึงกลายเป็นที่หลบภัยตามธรรมชาติ ในระยะยาว
ความเป็นอิสระของ Fed กำลังถูกตั้งคำถาม J.P. Morgan ชี้ว่าตลาดมองข้ามความเสี่ยงนี้ไป ภายใต้การนำของ Warsh ความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจถูกแทรกแซงทางการเมือง หากเกิดขึ้นจริง ความเชื่อมั่นในดอลลาร์จะสั่นคลอน และทองคำจะได้ประโยชน์โดยตรง
ขณะที่ JP Morgan ยังคงมองว่านักลงทุนกลับมองข้ามความเสี่ยงอื่นที่เป็นปัจจัยหนุนหลักๆของทองคำในระยะสั้นอย่าง ความเป็นอิสระของธนาคารกลางในยุคปัจจุบันภายใต้การนำของ Warsh
ธนาคารกลางทั่วโลกยังซื้อทองคำต่อเนื่อง PBoC ของจีนซื้อทองคำติดต่อกันมาแล้ว 19 เดือน และไม่ใช่แค่จีน โดยปริมาณทองคำในทุนสำรองโลกรวมทั้งหมด ที่ IMF รายงาน ช่วงเวลา มิถุนายน 2021 – เมษายน 2026 ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
