ตลท.ห่วง DELTA คุมตลาด มีกำไรโต จับตา JAS หวั่นข่าวลือชี้นำราคา

HoonSmart.com>>ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยอมรับห่วงอิทธิพล DELTA ลากดัชนีหุ้นภาพรวม ส่องพื้นฐานแกร่งกำไรพุ่ง 60-70% ส่วนกรณี JAS ติดตามใกล้ชิด ด้าน SET Index สิ้น พ.ค.ปิดที่ 1,568.37 จุด สูงสุดในรอบ 2 ปี 9 เดือน เพิ่มขึ้น 5% จากเดือนเม.ย.และ 24.5% จากสิ้นปี 2568  วันนี้หุ้นร่วง 20.55 จุด หรือ -1.44% นักลงทุนต่างชาติขาย 1,899.87 ล้านบาท  ตลาดจับตาสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางและเงินเฟ้อสหรัฐฯคืนนี้ ลุ้นขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ 

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึง กรณีหุ้นบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ที่มีผลชี้นำดัชนีตลาด (SET Index) ว่า มีการติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ของ DELTA ออกมาดีมาก โดยเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องถึง 60–70% สะท้อนว่าบริษัทมีการพัฒนาธุรกิจจริง ซึ่งถือว่าพื้นฐานชัดเจน ตลาดหลักทรัพย์ฯไม่ได้มีเจตนา “ห้ามการซื้อขาย” เพราะต้องการให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรี แต่หากราคาหุ้นขยับขึ้นอย่างผิดปกติ โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับอย่างชัดเจนก็จะต้องดำเนินการตามเกณฑ์

ตลาดฯ มีหน้าที่ต้องออกประกาศ “แนะนำ” เพื่อให้นักลงทุนศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งก่อนตัดสินใจ  โดยเกณฑ์การกำกับดูแลของตลาดฯ ต้องมีความเท่าเทียม สามารถบังคับใช้ (Apply) ได้กับทุกบริษัท ไม่สามารถเลือกปฏิบัติกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งได้

ทั้งนี้ ยอมรับว่ามีความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของ DELTA ที่มีต่อดัชนี  SET Index ซึ่งที่ผ่านมาได้มีความพยายามปรับเกณฑ์ในดัชนี SET50 และ SET100 เป็นลำดับขั้น เพื่อสะท้อนภาพตลาดที่เหมาะสมขึ้น แต่สำหรับดัชนี SET Index (Composite Index) นั้น รูปแบบสากลทั่วโลกจำเป็นต้องคำนวณแบบเต็ม 100% (ตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด)

ส่วนกรณีราคาหุ้น บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นเนล (JAS) เคลื่อนไหวร้อนแรงจากข่าวลือบริษัทได้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกนั้น ตลาดหลักทรัพยฯ คอยติดตามและตรวจสอบสภาพการซื้อขายอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าการดำเนินงานในปัจจุบันอาจจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบของการเข้าพูดคุยกับบริษัทโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ (Public) แต่ก็มีการกำกับดูแลและติดตามสื่อสารกับบริษัทจดทะเบียนตามกระบวนการภายในอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพและความโปร่งใสของตลาดทุนในภาพรวม รวมถึงใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการทำหน้าที่สั่งให้บริษัทเปิดเผยข้อมูล เนื่องจากไม่ต้องการให้การดำเนินการใด ๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯกลายเป็นการชี้นำนักลงทุน หรือทำให้ผู้ร่วมตลาดมองไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งล่วงหน้า

ตลาดหุ้นวันที่ 10 มิ.ย.2569 ดัชนีปิดที่ระดับ 1,563.59 จุด -20.55 จุด หรือ -1.44% มูลค่าการซื้อขาย 52,789.16 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขาย 1,899.87 ล้านบาท พอร์ตบล.ขายด้วย 961.17 ล้านบาท และสถาบันขายสุทธิ 915.51 ล้านบาท สวนทางนักลงทุนไทยซื้อสุทธิ 3,776.55 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีเผย SET ร่วงแรง นักลงทุนรอดูสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เกิดเหตุประทุอีกรอบ และรอรายงานเงินเฟ้อสหรัฐฯคืนนี้ ซึ่งจะชี้นำการปรับขึ้นดอกเบี้ย  โดยมีแรงขายหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯ (DELTA, KCE, HANA) ตามการปรับฐานของหุ้น Tech ในตลาดต่างประเทศ

ทั้งนี้หากตัดหุ้น DELTA ที่ร่วงลงแรง 12 บาทหรือ-3.30% ปิดที่ 352 บาท ออก SET Index ปรับลง -8.5 จุด เท่านั้น เนื่องจากนักลงทุนสลับเข้าลงทุนในกลุ่ม Value Stock อาทิ หุ้นในกลุ่มสื่อสาร (TRUE) และกลุ่มธนาคาร (KBANK, SCB, TTB) ซึ่งเป็น 2 กลุ่มที่มีเงินปันผลสม่ำเสมอและจ่ายปันผลระหว่างกาล และกลุ่มนำตลาดอื่นๆ คือ ขนส่ง THAI, BTS  ฯลฯ

นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สรุปภาพรวมตลาดเดือนพ.ค.2569 ว่า ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวดีขึ้น หลังสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลายลง ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ปรับตัวโดดเด่นในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐาน โดยเศรษฐกิจไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งตัวขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสก่อนหน้า นำโดยการลงทุนรวมและการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 1/2569 เติบโตแข็งแกร่งทั้งด้านยอดขายและกำไรจากการดำเนินงาน ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 25.3% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนหน้า ทำให้นักวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรในอนาคตของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นในหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์

ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,568.37 จุด สูงสุดในรอบ 2 ปี 9 เดือน โดยเพิ่มขึ้น 5% จากเดือนก่อนหน้า และ 24.5% จากสิ้นปี 2568

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม

ในเดือนพ.ค. 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 66,479 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมในช่วง 5 เดือนแรก อยู่ที่ 64,195 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน   เนื่องจาก ผู้ลงทุนต่างประเทศกลับมาซื้อสุทธิ 3,366 ล้านบาท ส่งผลให้มียอดซื้อสุทธิสะสมในช่วง 5 เดือนแรก อยู่ที่ 20,004 ล้านบาท  โดยยังคงมีสัดส่วนการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 52.8% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 32.6% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.2% และบริษัทหลักทรัพย์ 7.4%

Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนพ.ค. 2569 อยู่ที่ระดับ 15.9 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.3 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 16.4 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 17.4 เท่า

ด้านอัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนพ.ค.อยู่ที่ระดับ 4.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.9%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนพ.ค. 2569  มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 435,227 สัญญา เพิ่มขึ้น 13.3% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ Single Stock Futures และ Currency Futures ส่งผลให้ในช่วง 5 เดือนแรก ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 537,079 สัญญา เพิ่มขึ้น 22.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน