HoonSmart.com>>ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ICT) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงสัญชาติไทย มั่นใจรายได้ไตรมาส 2 ใกล้เคียงไตรมาสแรก มาร์จิ้นตามเป้า 23% – 25% อานิสงส์ Tariff Refund ทั้งปีตามแผนโต 9% – 12% สูงกว่าตลาดโลก 3 เท่า คาดดีล M&A จีนจบ Q3-เล็ง US เพิ่ม ดันรายได้ปี’73 แตะ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นายรอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ICT) มั่นใจว่าผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2569 จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ที่ผ่านมา โดยความสามารถในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 23% – 25% ได้ตามเป้า
ทั้งนี้ มาตรการกำแพงภาษีระหว่างประเทศ มาตรา 301 ที่อัตรา 12.5% นั้นในส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทฯ ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะสหรัฐฯไม่ได้บังคับใช้กับไทย แต่ใช้กับประเทศอื่นๆ อีกราว 50 ประเทศ ซึ่งส่งผลให้สภาวะการแข่งขันในตลาดยังคงดำเนินไปอย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับปัจจัยบวกจากการเริ่มทยอยได้รับเงินคืนภาษี (Tariff Refund) จากรัฐบาลสหรัฐฯ โดยได้รับเช็คใบแรกเข้ามาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเข้ามาช่วยสนับสนุนงบการเงินในไตรมาส 2 นี้ได้เล็กน้อย ทั้งนี้จะมีการคืนเงินบางส่วนให้กับลูกค้าของบริษัทฯ ตามสัดส่วนการส่งผ่านต้นทุนในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับ ปี 2569 ตั้งเป้ายอกขายอาหารสัตว์เลี้ยงโต 9% – 12% ซึ่งเป็นการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงตลาดโลกโดยรวมถึง 3 เท่า โดยยอดขายก้อนใหญ่ว่าเข้ามามากในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2569 จากการเปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ลงสู่ตลาด
ปักธงปี’73 ยอดขายแตะ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
นายรอย กล่าวว่า ไอ-เทล เดินหน้าธุรกิจตามแผน 5 ปีในเชิงรุก (Aggressive Target) โดยตั้งเป้ารายได้แตะระดับ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2573 โดย 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะมาจากการเติบโตหลักของธุรกิจเดิม (Organic Growth) และอีก 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะมาจากการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A)
ทั้งนี้มั่นใจว่า จากแผนงาน และเม็ดเงินลงทุนที่ได้ลงแรงไปตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
สำหรับ การ M&A จะเน้นหาจิ๊กซอว์มาอุดรอยรั่วและเสริมความแข็งแกร่งในสิ่งที่บริษัทไม่มีหรือยังไม่เก่ง เพื่อเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยโฟกัสเฉพาะ 2 กลุ่มหลัก คือ โรงงานผลิต และ แบรนด์สินค้า (Brand) ซึ่งดีลในประเทศสหรัฐอเมริกา (US) ที่ผู้บริหารพึ่งเดินทางไปเจรจาและอยู่ระหว่างดูตัว ขอข้อมูลเพิ่มเติม ส่วนดีลในประเทศจีน (China) คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 3 นี้
สำหรับปีนี้ บริษัทได้รับอนุมัติงบลงทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีโรงงานเดิมที่มีอยู่และเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคตเงินลงทุนดังกล่าวจะแยกส่วนอย่างชัดเจนและไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณที่ต้องใช้ในดีล M&A โดยเงินลงทุน M&A ไม่สามารถสามารถเปิดเผยตัวเลขได้ โดยทั่วไปมูลค่าเงินลงทุนจะขึ้นอยู่กับประเทศที่ตั้งและประเภทธุรกิจของเป้าหมาย ซึ่งมีโครงสร้างมาร์จิ้นและราคาขายที่ต่างกัน อย่างไรก็ตาม ตามสถิติทั่วไป กลุ่มโรงงานผลิต (Manufacturing) จะใช้เม็ดเงินลงทุนที่ต่ำกว่ากลุ่มธุรกิจที่เป็นเจ้าของแบรนด์ (Brand) ซึ่งหากเป็นกรณีของการขยายแบรนด์สู่สากล บริษัทจะพิจารณาผ่านโครงสร้าง M&A เพื่อเข้าซื้อแบรนด์ที่มีอยู่แล้ว
สำหรับ การบริหารต้นทุนพลังงานท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่ยืดเยื้อราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง แต่ผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานในโรงงานของบริษัทมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำที่ประมาณ 1% – 2% เท่านั้น แม้จะมีผลกระทบทางอ้อมจากฝั่ง Supplier ในการขนส่งวัตถุดิบ แต่บริษัทเชื่อมั่นว่าระบบอัตโนมัติ (Automation) และยุทธศาสตร์การสร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience) รวมถึงโปรแกรมปฏิรูปองค์กร (Project Tailwind) ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาเข้าปีที่ 2 ได้เข้ามาช่วยดูดซับและรองรับความผันผวนนี้ได้ในอนาคต
ส่วนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ที่บริษัทพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 95% ของรายได้รวม การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทจึงส่งผลกระทบโดยตรง ซึ่งได้ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า (Hedging หรือ Forward) ในสัดส่วน 50% ถึง 70% ช่วยปกป้องมาร์จิ้นและรักษาเสถียรภาพของผลกำไรสุทธิไม่ให้ผันผวนตามสภาวะตลาดระหว่างปี
นายรอย กล่าวว่า ไอ-เทล เดินหน้าสร้างการเติบโตท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ ผ่าน 4 เสาหลัก
- การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มตลาดที่มีการเติบโตแข็งแกร่ง มุ่งเจาะตลาดพรีเมียมและโภชนาการเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อแข็งแกร่งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากนวัตกรรมเป็น 15% ของรายได้รวมภายในปี 2569 ผ่านการร่วมวิจัยและพัฒนากับแบรนด์ระดับโลก โดยไตรมาส 1/2569 ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ 213 SKU ขณะที่กลุ่มขนมสัตว์เลี้ยง (เช่น ขนมแมวเลียฟังก์ชันนัล) โตเกือบ 2 เท่าตัว คิดเป็น 21% ของยอดขายรวม หนุนให้สินค้าพรีเมียมรักษาสัดส่วนรายได้แข็งแกร่งที่ 52-53%
- การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้วยระบบอัตโนมัติและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยการลงทุนในระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยี AI ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ
ปัจจุบันใช้ระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิตแล้ว 25% ช่วยขับเคลื่อนให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในไตรมาส 1/2569 อยู่ในระดับสูงที่ 24.3% ไอ-เทล ยังได้ผสานความร่วมมือกับกลุ่มไทยยูเนี่ยนในการจัดซื้อและกระจายแหล่งคู่ค้า เพื่อลดความเสี่ยงขาดแคลนวัตถุดิบและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านต้นทุนในระดับโลก - การคว้าชัยชนะในตลาด ด้วยกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละภูมิภาค เนื่องจากรายได้เกือบทั้งหมดมาจากการส่งออก ไอ-เทล จึงขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการผสานความเชี่ยวชาญเชิงพาณิชย์เข้ากับซัพพลายเชนที่ตอบโจทย์เฉพาะพื้นที่เพื่อเร่ง Time-to-Market สำหรับ ตลาดอเมริกา มีสัดส่วนรายได้ 60% ของรายได้รวม เน้นขยายพอร์ตเซ็กเมนต์ใหญ่อย่าง Private Label และกลุ่ม Chunk & Pate โดยมี USPN บริหารคลังสินค้าและเครือข่ายกระจายสินค้าท้องถิ่นยาวนานกว่า 15 ปี ตลาดยุโรป มีสักส่วนรายได้ 15% ของรายได้รวม แต่การแข่งขันต้นทุนสูงขึ้น บริษัทฯแก้เกมการแข่งขันด้านต้นทุนด้วยสินค้าความยั่งยืน บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก และนวัตกรรมแปรรูปน้อย (Minimal Processing) เพื่อรักษาคุณค่าอาหาร ส่วนตลาดเอเชียและโอเชียเนีย มีสัดส่วนรายได้ 25% ของรายได้รวม เน้นกลยุทธ์ราคาเชิงรุก และการออกผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศ
- การต่อยอดความยั่งยืนสู่คุณค่าทางธุรกิจ ไอ-เทล เปลี่ยนเกณฑ์ด้านความยั่งยืนให้เป็นโอกาสทางการค้าและเครื่องมือสร้างความแตกต่างในตลาดที่แข่งขันสูง ผ่านแนวทาง “From Source to Bowl” ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) ด้วยมาตรฐานระดับโลก กับ กลยุทธ์ “SeaChange®” ของกลุ่มไทยยูเนี่ยน ส่งผลให้ปลาทูน่าอย่างน้อย 99% ตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงเรือประมง (เป้าหมาย 100%) และ 99% มาจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน MSC หรืออยู่ในโครงการพัฒนาการประมง (FIPs)
กลยุทธ์ Head to Tail นำผลพลอยได้จากปลาทูน่ามาพัฒนาเป็นส่วนประกอบอาหารมูลค่าสูงเพื่อดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง ซึ่งช่วยให้บรรลุเป้าหมายการลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ (Zero Food Loss) ในโรงงานทั้งสองแห่งได้ตั้งแต่ปี 2568 พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 42% ภายในปี 2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
” ด้วยการต่อยอดจากกลยุทธ์ดังกล่าว i tell มีความพร้อมในการคว้าโอกาสการเติบโตในระยะยาวควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าและการส่งมอบโภชนาการคุณภาพที่ได้รับการ รองรับทางวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยง” นายรอย กล่าว
