ดาวโจนส์ปิดบวก 81 จุด S&P500/Nasdaq ปิดลบ นักลงทุนโยกเงินออกจากหุ้นชิป

HoonSmart.com>>ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 81 จุด S&P500, Nasdaq ปรับตัวลดลง ท่ามกลางการซื้อขายผันผวน นักลงทุนโยกเงินออกจากหุ้นกลุ่มชิป ด้านความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้ง ทรัมป์โพสต์อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของสหรัฐฯ ที่ลาดตระเวนอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซตก ต้องตอบโต้กลับ “ราคาน้ำมันดิบ” ร่วง 3% ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์(Dow Jones Industrial Average)วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ปิดที่ 50,872.11 จุด เพิ่มขึ้น 86.10 จุด หรือ +0.17% แต่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับลง ท่ามกลางการซื้อขายผันผวน เนื่องจากหุ้นกลุ่มชิปที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในวันเดียวเริ่มอ่อนแรงลง และจากคววามตึงเครียดของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แม้ว่าราคาน้ำมันปรับตัวลง

ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,386.65 จุด ลดลง 19.08 จุด, -0.26%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,678.82 จุด ลดลง 250.84 จุด, -0.97%

ในช่วงแรกตลาดปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันลดลง ท่ามกลางความหวังว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยุติลงอย่างถาวร หลังจากที่คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ กล่าวว่าการจราจรทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แม้หุ้นกลุ่มพลังงานในดัชนี S&P 500 จะร่วงลง 1.6% แต่การลดลงของราคาน้ำมันกลับส่งผลดีต่อภาพรวม กลุ่มวัสดุและสินค้าฟุ่มเฟือยนำการปรับขึ้นในดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากภาคอสังหาริมทรัพย์หลังจากข้อมูลยอดขายบ้านมือสองดีกว่าที่คาดไว้

สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ (NAR) รายงานยอดขายบ้านมือสองเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 3.2% มาที่ 4.17 ล้านยูนิต เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่า 4.07 ล้านยูนิตที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนเริ่มโยกเงินออกจากหุ้นกลุ่มชิปอีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของสหรัฐฯ ที่ลาดตระเวนอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซตกเมื่อคืนที่ผ่านมา และสหรัฐฯ ต้องตอบโต้ ซึ่งยิ่งทำให้มีความไม่มั่นใจเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการหยุดยิงในสงครามตะวันออกกลาง

ดัชนีความผันผวนของ Cboe พุ่งขึ้นกว่า 5% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน ในระหว่างการซื้อขาย เนื่องจากหุ้นร่วงลงอย่างหนัก

ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี S&P 500 ร่วงลงกว่า 4% ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ Philadelphia SE ลดลงมากถึง 8.6% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3% ในช่วงต้นของการซื้อขาย ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปิดตลาดลดลง 1.8% และดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ลดลง 1.9%

ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศร่วงลงเกือบ 2%

หุ้น Micron Technology ร่วงลง 1% หลังจากฟื้นตัวขึ้น 10% เมื่อวันจันทร์ หุ้นร่วงลงประมาณ 20% ในสองวันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รวมถึงการร่วงลง 13% ในวันศุกร์ หุ้น Broadcom
ซึ่งร่วงลงอย่างหนักในสองวันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเช่นกัน ร่วงลง 1% เนื่องจากแรงหนุนจากการฟื้นตัวเมื่อวันจันทร์เริ่มแผ่วลง

ไมเคิล โอ’รูร์ค หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ JonesTrading ในสแตมฟอร์ด รัฐคอนเนตทิคัต กล่าวว่า เมื่อการดีดตัวขึ้นสิ้นสุดลงในช่วงเช้า แรงขายหุ้นก็เริ่มกระจายออกไปในวงกว้างมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการสลับกลุ่มสินทรัพย์ด้วย บวกกับโพสต์ของทรัมป์ที่เข้ามาซ้ำเติม

เจย์ แฮทฟิลด์ ซีอีโอของ Infrastructure Capital Advisors ชี้ว่า นักลงทุนกำลังโยกเงินลงทุนออกจากหุ้นเติบโตระยะยาวไปสู่หุ้นเติบโตตามวัฏจักรเศรษฐกิจ เช่น Home Depot
ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากการเปิดช่องแคบอีกครั้ง นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่าเดือนมิถุนายนมักจะเป็น เดือนที่ไม่ดี สำหรับตลาดหุ้นแล้ว แฮทฟิลด์ยังกล่าวว่าแรงกดดันในการขายที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ส่วนหนึ่งมาจาก IPO ของ Space X ที่จะเปิดซื้อขายหุ้นในวันศุกร์นี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันตลาดเนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความคึกคักมากเกินไปในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูง

SpaceX ของอีลอน มัสก์ ตั้งเป้าที่จะระดมทุน 75 พันล้านดอลลาร์ และตั้งเป้าหมายมูลค่าบริษัทไว้ที่ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นมูลค่าการเสนอขายหุ้น IPO ที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ขณะเดียวกัน OpenAI ยื่นเอกสารขอเสนอขายหุ้น IPO อย่างเป็นความลับเมื่อช่วงดึกวันจันทร์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้นักลงทุนอาจกังวลใจก่อนการประกาศข้อมูลอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมในวันพุธที่อาจให้สัญญานใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งเกิดจากสงครามอิหร่าน ต่ออัตราเงินเฟ้อ หลังรายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้มีการคาดการณ์เพิ่มขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบและลดลงเป็นวันที่สามติดต่อกัน โดยได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลง ขณะที่นักลงทุนกำลังประเมินสถานการณ์หยุดยิงที่เปราะบางระหว่างอิหร่านและอิสราเอล

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 618.64 จุด ลดลง 3.09 จุด, -0.50%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,227.33 จุด ลดลง 145.87 จุด, -1.41%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,203.43 จุด เพิ่มขึ้น 4.14 จุด, +0.05%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,433.06 จุด ลดลง 183.16 จุด, -0.74%

หุ้นกลุ่มเหมืองแร่และพลังงานปรับตัวลงมากที่สุด ลดลง 2.5% และ 2.4% ตามลำดับ

นักลงทุนยังคงซื้อขายอย่างระมัดระวัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ คริส ไรท์ กล่าวว่าการจราจรทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญระดับโลก กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ความหวังที่จะเห็นการผ่อนคลายความตึงเครียดอย่างยั่งยืนนั้นลดลงหลังจากอิสราเอลโจมตีเมืองท่าไทร์ทางตอนใต้ของเลบานอนเมื่อวันอังคาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คน อิหร่านได้เตือนเมื่อวันจันทร์ว่าจะกลับมาปฏิบัติการทางทหารอีกครั้งหากอิสราเอลยังคงโจมตีกลุ่มฮิซบอลลาห์ซึ่งเป็นพันธมิตรของเตหะรานในเลบานอนต่อไป

เครก คาเมรอน ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอ Franklin Templeton กล่าวว่า ตลาดทรงตัวมาประมาณ 1-2 สัปดาห์แล้ว เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลกระทบจากความผันผวนที่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ในตลาดเอเชียและสหรัฐฯ

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของยุโรป ซึ่งมีความผันผวนเป็นระยะๆ ในช่วงที่ผ่านมา แสดงสัญญาณของการทรงตัวในช่วงต้นของการซื้อขาย แต่ปิดตลาดลดลง 1.3% แต่ยังคงมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นรายไตรมาสได้มากที่สุดในดัชนี STOXX 600

สำหรับหุ้นอื่นๆ ภาคการเงินของอิตาลียังคงเป็นที่จับตา หลังจากที่ Monte dei Paschi di Siena ได้รับข้อเสนอซื้อกิจการจาก Intesa Sanpaolo และ Banco BPM ซึ่งเป็นการแข่งขันกันระหว่างธนาคารต่างๆ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดในภาคธนาคารของยูโรโซน

นอกจากนี้ Intesa ยังเปิดเผยแผนการขายสาขา MPS จำนวน 635 แห่งและแบรนด์ให้กับบริษัทประกันภัย Unipol ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่มุ่งเป้าไปที่การลดความกังวลเรื่องการแข่งขัน

หุ้น MPS ปรับตัวขึ้น 2.6% ขณะที่ Banco BPM และ Intesa ปรับตัวขึ้นประมาณ 1% ส่วน BPER Banca และ Unipol ปรับตัวขึ้น 4.7% และ 2.9% ตามลำดับ

นักลงทุนยังรอผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB)ในวันพฤหัสบดี ซึ่งคาดการณ์ว่า จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เนื่องจากยังคงมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่จะจับตาอย่างใกล้ชิดว่าผู้กำหนดนโยบายจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปอีกมากน้อยเพียงใด

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกรกฎาคม ลดลง 3.10 ดอลลาร์ หรือ 3.4% ปิดที่ 88.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ลดลง 2.80 ดอลลาร์ หรือ 2.97% ปิดที่ 91.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–