PwC คาดลงทุนอินฟราฯแตะ 21 ล้านล้านบ. คมนาคม-ดิจิทัล-พลังงาน นำโด่ง

HoonSmart.com>>PwC ประเทศไทย แนะไทยเร่งปิดช่องว่างโครงสร้างพื้นฐาน คาดเม็ดเงินลงทุนแตะ 21 ล้านล้านบาทในปี 2593 คมนาคม สูงสุด 44% โตแรงสุด ดาต้าเซ็นเตอร์-พลังงาน แนะธุรกิจเร่งปรับกลยุทธ์รับโอกาสทองใน 5-10 ปีข้างหน้าเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

บริษัท PwC ประเทศไทย ระบุว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยต่อปี คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 (ราว 5.89 แสนล้านบาท) เป็น 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9 แสนล้านบาท) ในปี 2593 ส่งผลให้มูลค่าการลงทุนสะสมอยู่ที่ 641 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือแตะระดับ 21 ล้านล้านบาท

ภาคคมนาคมจะยังเป็นภาคส่วนที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงที่สุดจนถึงปี 2593 โดยคิดเป็น 44% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานคาดว่าเป็นภาคส่วนที่เติบโตเร็วที่สุด

การลงทุนในอาคารศูนย์ข้อมูล จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยมีมูลค่าการลงทุนสะสมรวมประมาณ 26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.5 แสนล้านบาท)

นาย ณัฏฐ์ อัสดิษฐ์สกุล หุ้นส่วนสายงานดีลส์ บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยยังเผชิญช่องว่างโครงสร้างพื้นฐาน ระหว่างความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและศักยภาพที่มีอยู่จริง ซึ่งยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นจากเมกะเทรนด์โลก ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การลงทุนได้เป็นเพียงการรองรับการเติบโต แต่เป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า โอกาสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยจะกระจุกตัวในสามด้านหลัก ได้แก่

1.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะ data centre ในพื้นที่ EEC ซึ่งแม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีขนาดการลงทุนสูงที่สุดของโลก แต่ในระดับเอเชียก็ถือเป็นตลาดที่มีความเคลื่อนไหวและมีโอกาสการลงทุนค่อนข้างโดดเด่น

2.โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง จากโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยไทยยังมีการลงทุนต่อเนื่องในโครงการสำคัญ เช่น รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ – โคราช – หนองคาย รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก การขยายเส้นทางของระบบขนส่งมวลชลทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเครือข่ายมอเตอร์เวย์เส้นทางใหม่ ๆ

3.โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นและสังคมสูงวัย โดยคาดว่าจะเห็นแนวโน้มความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP มากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและศักยภาพในการรองรับความต้องการในอนาคต

อย่างไรก็ดี ความท้าทายในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงการเพิ่มเม็ดเงินลงทุน แต่คือการบูรณาการและจัดลำดับความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“ไทยยังมีศักยภาพในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นี่จึงเป็นโอกาสของทุกภาคส่วน การมองแนวโน้มโครงสร้างพื้นฐานอย่างเชิงรุก และประเมินให้ชัดว่าโอกาสเหล่านี้จะส่งผลต่อธุรกิจหรือเศรษฐกิจในช่วง 5 ถึง 10 ปีข้างหน้าอย่างไร ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงธุรกิจกับโครงสร้างพื้นฐานไม่ทางตรงก็ทางอ้อม พร้อมปรับกลยุทธ์และนโยบายให้สอดรับกับทิศทางการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคมนาคม ดิจิทัล หรือสาธารณสุข ธุรกิจที่ปรับตัวเร็ว มองเห็นผลกระทบล่วงหน้า และเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับการวางกลยุทธ์ขององค์กรได้ก่อน จะเป็นผู้ที่สามารถคว้าโอกาสจากแนวโน้มนี้ได้ดีที่สุด” นาย ณัฏฐ์ กล่าว