HoonSmart.com>>โรงพยาบาลจุฬารัตน์ อัดงบลงทุนกว่า 2 พันล้านบาท ลุย 3 บิ๊กโปรเจกต์ เพิ่มเตียงกว่า 700 เตียง รับดีมานด์กลุ่มพรีเมียม ชี้มาตรการ Copayment กระทบจำกัด ยอมรับเศรษฐกิจซบทำคนไข้กลุ่มจ่ายเงินสดหันเข้ารพ.รัฐมากขึ้น เร่งสร้างกันชนแยกเซกเมนต์–บริหารบุคลากร ขยายสู่ Wellness & Longevity ฝ่าต้นทุนพุ่งหนุนการเติบโต
น.ส.กาญจนพีฐ ภสุชชา Investor Relations บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG)เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนใช้เงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ใน 3 โครงการหลักที่อยู่ระหว่างการดำเนินการและเตรียมเปิดให้บริการเพื่อสร้างรายได้ในทันที ควบคู่ไปกับการวางรากฐานสำหรับปี 2570 ประกอบด้วย
รพ.จุฬารัตน์ 11 (ตึก OPD ใหม่) อาคารผู้ป่วยนอกสูง 5 ชั้น วางงบลงทุนไว้ที่ 50 ล้านบาท โครงการนี้มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาสที่ 2 ทันที
เมกะโปรเจกต์ “CHG ระยอง” แห่งใหม่ โรงพยาบาลระดับพรีเมียมขนาด 200 เตียง ตั้งอยู่บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ 10 ไร่ (ห่างจากโรงพยาบาลระยองแห่งเดิมเพียง 1 กิโลเมตร) โครงการนี้ใช้ประเมินงบลงทุนสูงถึง 1,500 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการเจาะกลุ่มตลาดผู้ป่วยระดับบน (A-Class) คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการเฟสแรกจำนวน 59 เตียงภายในปี 2570
รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ (สำนักงานใหญ่)สูง 6 ชั้น จำนวน 3 อาคาร (อาคารบริการ 5, 6 และอาคารจอดรถที่รองรับรถได้ 277 คัน) ใช้งบลงทุน 500 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนของเตียงผู้ป่วยอีกประมาณ 100 เตียง วางกำหนดการเปิดให้บริการในปี 2570

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเติบโตในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยจะเพิ่มจำนวนเตียงรวมทั้งหมดอีกกว่า 700 เตียง ทั้งในส่วนของการขยายเตียงในโรงพยาบาลที่มีอยู่ และโรงพยาบาลที่เปิดใหม่ จากปัจจุบันมีจำนวนเตียงให้บริการรวมทั้้งสิ้น 938 จะทำให้มีจำนวนเตียงเพิ่มขึ้นกว่า 1,700 เตียงปี 2573
แพทย์หญิง ชุติมา ปิ่นเจริญ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัทโรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) กล่าวถึงผลกระทบจาก
มาตรการ Copayment ส่งผลกระทบต่อฐานคนไข้ในวงจำกัด เนื่องจากเงื่อนไขที่จะเข้าเกณฑ์ดังกล่าวระบุว่า ในปีที่ผ่านมาผู้เอาประกันจะต้องมีการเคลมสินไหมทดแทนสูงเกินกว่า 2 เท่าของมูลค่าเบี้ยประกันภัย ในกลุ่มโรคร้ายแรงซึ่งในความเป็นจริงมีจำนวนผู้ป่วยที่เข้าข่ายนี้ไม่มากนัก
นอกจากนี้ โครงสร้างธุรกิจของกลุ่ม CHG เน้นเจาะตลาดระดับกลางส่งผลให้ราคาค่าบริการและยอดเรียกเก็บ ไม่ได้สูงมากจนเกินไป ผลกระทบในส่วนนี้จึงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มชะลอการตัดสินใจเข้ารับการรักษา ประกอบกับบริษัทประกันเริ่มมีท่าทีเข้มงวดมากขึ้น โดยในบางโรคอาจกำหนดให้ผู้เอาประกันต้องสำรองจ่ายไปก่อน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้คนไข้ต้องพิจารณาเงื่อนไขอย่างรอบคอบยิ่งขึ้นก่อนเข้ารับการรักษา
กำลังซื้อกลุ่ม “เงินสด” อ่อนแอ ดันคนไข้ซบ รพ. รัฐ
แพทย์หญิง ชุติมา กล่าวว่า ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซา ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะทางการเงินของคนไข้ โดยเฉพาะกลุ่มที่จ่ายเงินสดด้วยตัวเอง ส่งผลต่ออัตราการครองเตียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณคนไข้บางส่วนที่มีกำลังซื้อไม่เพียงพอ ตัดสินใจย้ายไปเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐแทน ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังคงเลือกใช้บริการของกลุ่มจุฬารัตน์ต่อไปเนื่องจากข้อได้เปรียบด้านการแข่งขันทางราคา
อย่างไรก็ดี ผลกระทบดังกล่าวอาจยังไม่รุนแรงถึงขั้นวิกฤต เนื่องจากระดับราคาของโรงพยาบาลยังอยู่ในเกณฑ์ที่เข้าถึงได้ ทำให้ยังสามารถรักษาฐานคนไข้ส่วนใหญ่ไว้ได้ แต่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในขณะนี้คือ คนไข้ในกลุ่มประกันชีวิตหากมีอาการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรง (ซึ่งในอดีตมักจะเลือกนอนโรงพยาบาล) ปัจจุบันจะปฏิเสธการแอดมิต และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการรับยากลับไปทานที่บ้าน แล้วจึงกลับมาตรวจติดตามอาการในฐานะผู้ป่วยนอกแทน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ด้านผลกระทบจากภาวะสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อเกินกว่า 6 เดือน คาดว่าจะกดดันให้ค่าครองชีพภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ควบคู่ไปกับภาระต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อกลุ่มคนไข้ที่ต้องจ่ายเงินสดด้วยตัวเอง ทำให้การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ทำได้ยากขึ้น และอาจส่งผลให้ปริมาณคนไข้ในกลุ่มนี้ที่เดิมมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว ปรับตัวลดลงลงไปอีก
อย่างไรก็ตาม CHG ยังมีเกราะป้องกันจากรายได้ในส่วนของโครงการภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และยังคงเป็นฐานรายรับที่มั่นคงให้กับบริษัท โดย CHG ไม่ได้จำกัดการรักษาอยู่เพียงแค่โรคทั่วไปเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงกลุ่มโรคยากที่มีความจำเป็นสูง
ในกรณีที่สถานการณ์เศรษฐกิจบีบคั้นจนทำให้กลุ่มที่มีผู้สนับสนุนจ่ายค่ารักษาให้ (Third-party) เริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับยอดเรียกเก็บที่สูงขึ้น CHG จะกลายเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นและมีแรงจูงใจสูงทันที เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบคุณภาพ ฝีมือ และความชำนาญทางการแพทย์กับโรงพยาบาลระดับพรีเมียม แล้ว อัตราค่าบริการของ CHG มีความได้เปรียบด้านราคา โดยต่ำกว่าโรงพยาบาลพรีเมียมไม่น้อยกว่า 30-40%
“ต้องยอมรับว่าในแง่ของสิ่งอำนวยความสะดวก ระบบซอฟต์แวร์ ห้องพัก หรือความหรูหราของพื้นที่จะยังเป็นรอง แต่หากเกิดวิกฤตขึ้นจริง ผู้บริโภคจะหันมาโฟกัสที่กระบวนการรักษาหลัก ซึ่ง CHG เชื่อมั่นว่าความสามารถในการกำหนดราคาที่เข้าถึงได้ง่าย จะเป็นกันชนที่แข็งแกร่งกว่าโรงพยาบาลคู่แข่งบางกลุ่มในอุตสาหกรรม”แพทย์หญิง ชุติมา
แพทย์หญิง ชุติมา กล่าวว่า CHG ได้มีการเตรียมความพร้อมเรื่องการบริหารต้นทุนล่วงหน้าผ่านการสั่งซื้อและสำรองสินค้าไว้แล้ว แม้ปัจจุบันราคาสินค้าและเวชภัณฑ์จะเริ่มมีการปรับตัวขึ้น แต่บริษัทยังคงสามารถแบกรับต้นทุนในส่วนนี้ไว้ได้
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ลากยาวเกิน 6 เดือนจนเกินขีดความสามารถ CHG อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาในบางรายการ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของต้นทุนนี้อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรให้แคบลงบ้าง แต่ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการต้นทุนที่เป็นจุดเด่นของ CHG จึงมั่นใจว่าจะทำได้ดีกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ในสถานการณ์ที่จำนวนคนไข้ลดลง บริษัทได้เตรียมแผนรองรับด้านต้นทุนแรงงาน โดยอาศัยทักษะความเชี่ยวชาญของบุคลากร (ที่ไม่ใช่แพทย์) ให้สามารถทำงานข้ามสายงานได้ซึ่งกลยุทธ์นี้จะช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนค่าแรงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านการบริหารต้นทุนค่าแรง ซึ่งเป็นต้นทุนที่ใหญ่สุดของธุรกิจโรงพยาบาล ครอบคลุมทั้งค่าแรงทางตรง ต้นทุนส่วนสนับสนุน (Back Office) และค่าใช้จ่ายด้านวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม CHG มีโครงสร้างฐานคนไข้ที่แตกต่างจากโรงพยาบาลรายอื่น เนื่องจากเคสการรักษาเกือบทั้งหมดเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลโดยตรง ไม่ใช่เคสที่ทีมแพทย์ภายนอกนำเข้ามา ประกอบกับความสัมพันธ์อันยาวนานกับกลุ่มแพทย์ในเครือ ทำให้เมื่อมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือจัดทำแพ็คเกจการรักษา ทีมแพทย์จึงพร้อมใจกันช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเพื่อไม่ให้ตกไปอยู่กับคนไข้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการเติบโตของบริษัท
นอกจากนี้ CHG ยังมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Cross-Functional ของกลุ่มพนักงาน นอกเหนือจากทีมแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนแรงงานให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ
ขณะที่ต้นทุนเวชภัณฑ์และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ทาง CHG ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับอุตสาหกรรม แต่ด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ภาพรวมการควบคุมต้นทุนยังคงเป็นไปตามเป้าหมายของผู้บริหาร
สำหรับ ความคืบหน้าการขยายการลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก คือ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ ระยอง แห่งใหม่ จะดำเนินการควบคู่ไปกับการรักษาฐานที่มั่นในโรงพยาบาลแห่งเดิม โดยมีการวางกลยุทธ์แยกเซกเมนต์ลูกค้า (Market Segmentation) อย่างชัดเจน
โรงพยาบาลแห่งเดิม (ขนาดกลาง) จะยังคงมุ่งเน้นการให้บริการและดูแลกลุ่มผู้ป่วยในระบบประกันสังคมและบริการต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันยังคงสร้างการเติบโตและมีผลการดำเนินงานที่ดี
โรงพยาบาลแห่งใหม่ จะมุ่งเจาะกลุ่มตลาดลูกค้าระดับบน (A-Class) กลุ่มพรีเมียม ยกระดับการให้บริการหัตถการทางการแพทย์และการรักษาโรคซับซ้อนที่มีความยากสูง เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและผลักดันอัตรากำไรให้สูงขึ้น
ด้านแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มลูกค้าศัลยกรรมผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ในอดีตช่วง 3-4 ปีก่อนมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการสนับสนุนของระบบประกันสังคม ซึ่งบริษัทได้เรียนรู้และสะสมฐานข้อมูลคนไข้ (Data Analysis) มาอย่างต่อเนื่อง
แต่ปัจจุบันจากความเข้มงวดในการอนุมัติของภาครัฐ ทำให้ตลาดเปลี่ยนผ่านไปสู่กลุ่มลูกค้าที่จ่ายเงินสดเอง (Out-of-pocket) ซึ่งส่งผลดีต่อคนไข้กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในการควบคุมโรคหลัก
อย่างไรก็ตาม CHG ประเมินว่า ปริมาณเคสการผ่าตัดกระเพาะในอนาคตอาจไม่เห็นตัวเลขที่พุ่งสูงรุนแรงเหมือนในอดีต เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีการแพทย์มีทางเลือกหลากหลายขึ้น เช่น การใช้ปากกาลดน้ำหนัก หรือการเข้าโปรแกรมปรึกษาด้านสุขภาพ
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงได้ปรับกลยุทธ์โดยนำฐานข้อมูลคนไข้เดิมมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ใหม่ๆ และขยายพอร์ตธุรกิจมุ่งสู่ตลาดสุขภาพเชิงป้องกันและการชะลอวัย (Wellness & Longevity) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การดูแลสุขภาพ

นายศุภโชค โรจน์ชีวิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัทโรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 ปี 2569 รายได้รวมโต 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนโดยฐานผู้ประกันตนที่ขยายตัวและผลงานที่แข็งแกร่งของสาขาหลัก โดยรายได้หลักประมาณ 70% ยังคงถูกขับเคลื่อนด้วย 3 โรงพยาบาลแกนหลัก (Core Branches) ได้แก่ จุฬารัตน์ 3, จุฬารัตน์ 9 และจุฬารัตน์ 11 ขณะที่พอร์ตผู้ป่วยกลุ่มประกันสังคมยังคงขยายตัวได้อย่างมั่นคง โดยปัจจุบันยอดผู้ประกันตนในเครือแตะระดับ 574,000 ราย เติบโตขึ้นราว 3% จากปีก่อน ส่งผลให้รายได้ในเซกเมนต์นี้เติบโตขึ้น 4.2%
