“OR” ชูธุรกิจ‘ไลฟ์สไตล์-EV’ นำทัพโตยาว Virtual Bank เสริมแกร่ง-ขยายลงทุนอาเซียน 

HoonSmart.com>>ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก คาดกำไรไตรมาส 2 ย่อตัวตามฤดูกาล ชูธุรกิจ ‘ไลฟ์สไตล์-EV’ นำทัพสร้างรายได้โตระยะยาว ขณะที่ค่าการกลั่นปีนี้ยังทรงตัว เปิด Virtual Bank วันนี้ หนุนลูกค้า-คู่ค้าเข้าถึงแหล่งเงินทุนเสริมศักยภาพธุรกิจหลัก Mobility พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในอาเซียนต่อเนื่อง ด้านไตรมาส 1 แกร่ง กำไรสุทธิ 2,415 ล้านบาท เรทติ้งมั่นคงที่ “AA+” 

น.ส.วิไลวรรณ กาญจนกันติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านบริหารการเงิน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) มองแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ว่า โดยปกติแล้วจะเป็นช่วง Seasonal ที่ผลการดำเนินงานจะย่อตัวลง เนื่องจากเป็นช่วง Low Season ขณะที่ภาพรวมตลอดทั้งปี คาดว่าค่าการตลาดน้ำมัน (GP per liter) ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก (Key Driver) ของธุรกิจ Mobility ที่ยังคงเป็นพอร์ตใหญ่ของบริษัท จะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับประมาณ 1 บาท บวก ลบ

ธุรกิจ ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ที่มีคาเฟ่ อเมซอน (Café Amazon) และร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) เป็นแกนหลัก มั่นใจว่ายังคงเดินหน้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเศรษฐกิจทรงตัว จากการขยายสาขา การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และการจัดกิจกรรมทางการตลาดหน้าร้าน (Marketing Exercise) โดยคาดว่าอัตรากำไร EBITDA Margin จะยังคงรักษาระดับการเติบโตอยู่ในช่วง 28 – 30% ได้เช่นเดิม

​ในส่วนของธุรกิจ EV บริษัทยังเดินหน้าขยายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมทั่วประเทศ จะหนุนให้อัตราการเข้าใช้บริการของ EV Charger ปรับตัวดีขึ้นเรื่อย ๆปัจจุบันเริ่มทยอยเข้าสู่จุดคุ้มทุน และเริ่มสร้างมาร์จินได้บ้างแล้ว แม้ว่าพอร์ตจะยังเล็กเมื่อเทียบกับธุรกิจหลักก็ตาม

นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ถึงแนวโน้มการบริโภคพลังงานในภาคยานยนต์ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก พบว่าการใช้รถยนต์สันดาปภายใน หรือรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน มีแนวโน้มทรงตัวและลดลงเล็กน้อย แต่ OR ยังสามารถผลักดันให้ส่วนแบ่งทางการตลาด ของธุรกิจน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย และบริษัทเชื่อมั่นว่าการลดลงของการใช้พลังงานน้ำมันจะถูกทดแทนด้วยพลังงานจาก EV Charger จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ OR เร่งเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านในอนาคต

​ด้านความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางธุรกิจนับจากนี้ ของ OR ธุรกิจ Mobility ยังเป็นพอร์ตใหญ่ โดยแบ่งเป็น 2 ตลาดหลัก ได้แก่ ตลาดรายย่อย (Retail) ผ่านสถานีบริการ PTT Station ที่ยังคงเติบโตได้ดี

ตลาดพาณิชย์ (Commercial) ปัจจุบันภาพรวมยังคงอยู่ในลักษณะทรง ๆ ตัว

​ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ อย่างกลุ่มไลฟ์สไตล์ก็ยังคงมีทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง

​ส่วนแผนการลงทุนในต่างประเทศ ปัจจุบัน OR ยังอยู่ระหว่างการศึกษาการเข้าไปดำเนินการ (Operate) จริงในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในแถบภูมิภาคอาเซียน

ในส่วนของการลงทุนรูปแบบเดิมที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การให้สิทธิ์แฟรนไชส์ คาเฟ่ อเมซอน นั้น ปัจจุบันบริษัทมี Footprint ครอบคลุมอยู่แล้วกว่า 10 ประเทศ ผ่านรูปแบบการให้สิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์ (Master Franchise) แก่ประเทศที่มีศักยภาพและมีความสนใจในตัวผลิตภัณฑ์

​ขณะที่ การร่วมลงทุนใน Virtual Bank ร่วมกับ AIS และธนาคารกรุงไทย มีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ในวันนี้ 27 พ.ค.2569 ที่สยาม ซึ่ง Virtual Bank ถือเป็นโอกาสสำคัญของประชาชนชาวไทยในการเข้าถึงบริการทางการเงินรูปแบบออนไลน์เต็มรูปแบบผ่านแอปพลิเคชัน

​”OR มองว่า โครงการนี้จะช่วยให้ลูกค้าและกลุ่มดีลเลอร์ที่อยู่ใน Ecosystem มีช่องทางในการเข้าถึงบริการทางการเงินและแหล่งเงินทุนได้สะดวกยิ่งขึ้น และถือเป็นบริการใหม่ที่จะเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักของ OR อีกด้วย”น.ส.วิไลวรรณ กล่าว

น.ส.วิไลวรรณ กล่าวว่า ส่วนแผนการนำบริษัทลูกหรือกลุ่มธุรกิจย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ปัจจุบันยังไม่มีเป้าหมายหรือแผนงานในการนำธุรกิจใดเข้า IPO เพิ่มเติม และยังคงเน้นการดำเนินงานตามปกติ

​สำหรับสถานการณ์ในประเทศกัมพูชา OR จากปัญหาความขัดแย้งบริเวณแนวชายแดนที่เกิดขึ้น ส่งผลให้บริษัทต้องปรับลดความเร็วในการดำเนินธุรกิจ (Slowdown) ลงตามสภาพการณ์ โดยปัจจุบันเน้นการดูแลรักษา (Maintain) ธุรกิจเท่าที่ยังสามารถดำเนินการได้ ซึ่งยอมรับว่าส่งผลกระทบให้ยอดขายและกำไร EBITDA ย่อตัวลง

​อย่างไรก็ดี ในภาพรวมแล้ว ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ (Not Significant) ต่อภาพรวมของ OR เนื่องจากสัดส่วนรายได้ (Contribution) จากประเทศกัมพูชามีสัดส่วนไม่สูงมากเมื่อเทียบกับภาพรวม อย่างไรก็ตาม บริษัทยังรอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมองหาโอกาสควบคู่ไปกับการเตรียมแผนสำรอง (Backup Plan) ในสถานการณ์ (Scenario) ต่าง ๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากสถานการณ์คลี่คลายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

น.ส.ปิติรัตน์ รัตนโชติ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท.น้ำมันและค้าปลีก (OR) มองแนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันว่า ยังคงเผชิญความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกลงจาก 3.4% ในปี 2568 มาอยู่ที่ 3.1% ในปี 2569 ซึ่งการชะลอตัวดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะปัจจัยจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอำนาจการซื้อของผู้บริโภค ภาคการส่งออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่แม้จะมีการประเมินว่าในปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศราว 33 ล้านคน ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่ก็ถือเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 1.5%

​อย่างไรก็ดี ทางฝั่งภาครัฐยังคงพยายามขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ เพื่อออกมากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่อยู่ระหว่างเปิดให้ลงทะเบียน ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาเป็นแรงส่งในการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนได้ในระดับหนึ่งในช่วงหลังจากนี้ ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงมีความผันผวนสูง โดยในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ราคาน้ำมันแกสออยล์ (Gas Oil) ซึ่งถือเป็นสัดส่วนหลักในโครงสร้างธุรกิจของ OR ได้ปรับตัวลดลงถึง 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ OR ประเมินกรอบราคาน้ำมันในปีนี้ค่อนข้างกว้าง โดยคาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 62 – 104 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง จะทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

​จากทิศทางเศรษฐกิจดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจ Mobility ของ OR โดยตรง การที่ GDP โตจำกัด จะทำให้ปริมาณการค้าน้ำมัน (Volume) ในปีนี้ทรงตัว ขณะที่มาร์จิ้นของกลุ่มธุรกิจ Mobility คาดว่าจะประคองตัวอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก

อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจ Mobility จะส่งสัญญาณทรงตัว แต่ OR ยังเห็นโอกาสการเติบโตในกลุ่มธุรกิจชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Charging จากปัจจัยหนุนที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์ EV ในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นจนแตะระดับกว่า 3 แสนคันในปัจจุบัน ส่งผลให้ผลประกอบการในส่วนของ EV และส่วนแบ่งทางการตลาดของ OR ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่จะเข้ามาเสริมรายได้ในระยะยาว

​สำหรับกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ทาง OR ยังคงมุมมองเชิงบวกว่าจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ด้วยกลยุทธ์ของ OR ในการอัดแคมเปญการตลาดและส่งเสริมการขายที่ตรงจุด จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้เป็นอย่างดี สะท้อนได้จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาที่กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ยังคงขยายสาขาได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับอัตรากำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อม (EBITDA Margin) ในส่วนของธุรกิจ Non-Oil ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย OR มั่นใจว่าในปีนี้ ธุรกิจ Lifestyle จะยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไร โดยตั้งเป้า EBITDA Margin ไว้ในระดับสูงที่ 29% ขึ้นไป ทั้งหมดนี้คือทิศทางและแนวโน้มการดำเนินงานของ OR ที่พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนซักถามข้อมูลเพิ่มเติมในลำดับต่อไป

สำหรับ ผลประกอบการไตรมาสที่ 1 มีรายได้รวมมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Q-on-Q) แต่หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Y-on-Y) ยังคงปรับตัวลดลง โดยเมื่อจำแนกตามรายกลุ่มธุรกิจ มีรายละเอียดดังนี้

​กลุ่ม Mobility ทำรายได้อยู่ที่ 158,000 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น Q-on-Q แต่ลดลง Y-on-Y โดยปัจจัยหนุนในไตรมาสนี้มาจากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันที่เติบโตขึ้นราว 7% รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดขายปลีก (Retail) เติบโตขึ้นประมาณ 12% ทั้งในส่วนของน้ำมันดีเซลและเบนซิน ขณะที่ตลาดพาณิชย์ (Commercial) ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 3% โดยมีน้ำมันอากาศยานเป็นปัจจัยหลัก อย่างไรก็ตาม หากเทียบแบบ Y-on-Y รายได้ปรับลดลงเกือบ 5% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากเทรนด์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลงในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ก่อนที่จะเริ่มเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในเดือนมีนาคม ประกอบกับปริมาณการจำหน่ายที่ลดลงเล็กน้อย

​กลุ่ม Lifestyle มีรายได้รวมอยู่ที่ 6,200 ล้านบาท แม้จะปรับลดลง QoQ แต่สามารถเติบโตเพิ่มขึ้นแบบ YoY โดยการลดลงแบบ QoQ นั้นอยู่ที่เกือบ 4% สาเหตุหลักมาจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ในกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่เครื่องดื่ม (Non-beverage) ที่ยอดขายชะลอตัวลงตามปัจจัยฤดูกาล หลังจากผ่านพ้นช่วง High Season ในไตรมาสก่อนหน้า เช่นเดียวกับธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ ที่ยอดขายน้ำดื่มลดลงจนส่งผลให้รายได้ภาพรวมลดลงราว 5%

​อย่างไรก็ตาม หากเทียบแบบ YoY รายได้กลุ่ม Lifestyle เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 6% โดยธุรกิจ F&B ขยายตัวกว่า 10% จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นตามการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีการเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นถึง 280 สาขาเมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ ปรับลดลงเล็กน้อยจากรายได้เฉลี่ยต่อร้านต่อวันที่ลดลงตามสภาพเศรษฐกิจ

​กลุ่ม Global หรือธุรกิจต่างประเทศ ทำรายได้อยู่ที่ 13,000 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น QoQ แต่ลดลง YoY โดยการเติบโตแบบ QoQ นั้นพุ่งสูงกว่า 60% หลักๆ มาจากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นช่วยหนุนราคาขาย ส่วนผลการดำเนินงานแบบ YoY ปรับลดลงราว 4% สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศกัมพูชาเป็นหลัก ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ของกลุ่ม Global ยังคงมาจากประเทศฟิลิปปินส์

​ในไตรมาสที่ 1 นี้ OR มี EBITDA รวมอยู่ที่ 7,100 ล้านบาท เติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งแบบ QoQ และ YoY

กลุ่ม Mobility มี EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้ง QoQ และ YoY โดยในส่วนของ QoQ เติบโตขึ้นถึง 60% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาท แม้ว่าค่าการตลาดเฉลี่ยต่อลิตร (GP per liter) จะปรับลดลงจาก 1.02 บาท เหลือ 0.74 บาท (ลดลง 28 สตางค์ต่อลิตร) เนื่องจากผลกระทบจากการตรึงราคาจำหน่ายทำให้ไม่สามารถปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ ประกอบกับมีผลขาดทุนจากน้ำมันอากาศยานตามโครงสร้างราคา M-1 และผลขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน (Hedging Loss) ในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ แต่ EBITDA ยังสามารถเติบโตได้จากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันที่สูงขึ้นทั้งในตลาด Retail และ Commercial รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยเฉพาะค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์และค่าซ่อมบำรุง ส่งผลให้ EBITDA Margin ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3% จากเดิม 2.1% ในไตรมาสก่อน และเติบโตจาก 2.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

กลุ่ม Lifestyle มี EBITDA ปรับเพิ่มขึ้นทั้ง QoQ และ YoY โดยไตรมาสนี้ทำได้เกือบ 2,000 ล้านบาท เติบโต Q-on-Q ราว 20% จากทั้งธุรกิจ F&B และค้าปลีกอื่นๆ เป็นผลจากการควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงาน โดยเฉพาะค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ ส่งผลให้ EBITDA Margin พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ 31.7% จาก 25.4% ในไตรมาสก่อน ส่วนการเติบโตแบบ YoY เพิ่มขึ้นประมาณ 13% โดยมีธุรกิจ F&B เป็นแกนหลักจากกำไรขั้นต้นที่เติบโตตามปริมาณการจำหน่าย ดันให้ EBITDA Margin ขยายตัวจาก 29.9% ขึ้นมาเป็น 31.7%

กลุ่ม Global มี EBITDA อยู่ที่ 436 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น QoQ แต่ลดลง YoY โดยเพิ่มขึ้น QoQ กว่า 100% จากผลประกอบการในฟิลิปปินส์ที่มีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรของน้ำมันดีเซลดีขึ้น ประกอบกับประเทศลาวมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์ หนุนให้ EBITDA Margin ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.1% ขณะที่ภาพรวม YoY ปรับลดลงราว 26% จากผลการดำเนินงานในกัมพูชาเป็นหลัก แม้ว่าฟิลิปปินส์และลาวจะเติบโตขึ้นก็ตาม โดย EBITDA ส่วนใหญ่ยังคงสร้างรายได้จากฟิลิปปินส์เป็นหลัก

​กำไรสุทธิ ของ OR ในไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 2,415 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น QoQ กว่า 300 ล้านบาท จากอานิสงส์ของ EBITDA ที่เติบโตและการลดลงของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (เช่น ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์) แต่หากเทียบแบบ YoY กำไรสุทธิลดลงราว 2,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 40% เนื่องจากบริษัทเผชิญผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันที่ผันผวน (โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยาน) ส่งผลให้กำไรสุทธิอ่อนตัวลง

​ด้านฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 31 มีนาคม มีสินทรัพย์รวม อยู่ที่ 236,000 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 38,000 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นจากการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงราว 24,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 11,000 ล้านบาทจากการดำเนินงาน รวมทั้งมีการเพิ่มทุนในบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (TPN) เพื่อขยายธุรกิจขนส่งทางท่อในไตรมาสที่ 1

หนี้สินรวม อยู่ที่ 120,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 35,000 ล้านบาท โดยหลักมาจากเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นที่เพิ่มขึ้นราว 38,000 ล้านบาท ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากงวดก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการชำระคืนเงินกู้บางส่วนออกไป ทำให้ยอดเงินกู้รวมลดลง

ส่วนของผู้ถือหุ้น อยู่ที่ 116,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 2,000 ล้านบาท จากกำไรสะสมระหว่างปี

กระแสเงินสด ณ วันที่ 31 มีนาคม OR มีเงินสดคงเหลืออยู่ที่ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดก่อนหน้าประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยได้รับกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Operating Cash Flow) เข้ามาเงินสูงถึง 21,000 ล้านบาท ขณะที่มีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุนเพื่อขยายสถานีบริการน้ำมัน ร้านคาเฟ่อเมซอน และการลงทุนใน TPN ส่วนกิจกรรมจัดหาเงิน (Financing) ปรับลดลงจากการทยอยชำระคืนเงินกู้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

​ด้วยฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและมั่นคง ส่งผลให้ TRIS Rating ยังคงจัดอันดับเครดิตของ OR ไว้ที่ระดับ “AA+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” (คงที่) สะท้อนถึงความเป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันของประเทศไทย ตลอดจนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ Lifestyle ที่เข้ามาช่วยเสริมความสามารถในการทำกำไรและสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างธุรกิจของ OR ในระยะยาว