HoonSmart.com >> บล.บียอนด์ (BYD) กางแผนปี 69 โชว์ความคืบหน้าดีลควบรวม “คิงส์ฟอร์ด” หลังอัดฉีดเงิน 130 ล้านบาท หนุนวอลุ่มเทรดพุ่งติดอันดับ 5 ของประเทศ มั่นใจกระบวนการเสร็จสิ้น Q3/69 ดันโครงสร้างรายได้ใหม่ลดพึ่งพาค่าคอมมิชชั่น มุ่งสู่ Wealth Management หวังเทิร์นอะราวด์ ปลอบใจผู้ถือหุ้น “ไทย สมายล์ บัส” (TSB) กระแสเงินสดดีต่อเนื่อง ออดิเตอร์ไฟเขียวไม่ต้องตั้งสำรองเพิ่ม

นายจักรกริช เจริญเมธาชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)บียอนด์ (BYD) เปิดเผยในงานแถลงผลประกอบการไตรมาส 1/2569 (Opportunity Day) ว่า ทิศทางธุรกิจของบริษัทนับจากนี้จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการควบรวมกิจการ (M&A) กับ บล.คิงส์ฟอร์ด ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการ และคาดว่าจะลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น (SPA) รวมถึงโอนย้ายบัญชีลูกค้าและพนักงานเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 3/2569 นี้
หลังจาก BYD ได้เข้าไปช่วยเหลือด้านสภาพคล่องผ่านการปล่อยกู้ระยะสั้นมูลค่า 130 ล้านบาท ให้แก่บล.คิงส์ฟอร์ด เพื่อแก้ไขปัญหา Net Capital Ratio (NCR) ส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) ของ “New Beyond” (BYD + คิงส์ฟอร์ด) ในช่วงวันที่ 1-22 พฤษภาคม 2569 ทะยานขึ้นมาอยู่อันดับ 5 ของอุตสาหกรรมโบรกเกอร์ไทย (จากเดิม BYD อยู่อันดับ 26-27) และบางวันสามารถขึ้นไปแตะอันดับ 3-4 ได้ สะท้อนให้เห็นว่าหากเติมทุนและสภาพคล่องเข้าไป ธุรกิจหลักทรัพย์จะสามารถขยายสเกลได้อย่างรวดเร็ว
“การควบรวมครั้งนี้เราใช้กลยุทธ์ 3S คือ Scale (การประหยัดต่อขนาดและลดต้นทุน Back Office), Save (การเพิ่มประสิทธิภาพทำกำไร) และ Stability (สร้างเสถียรภาพ) โดยเราตั้งเป้าเจาะฐานลูกค้าของคิงส์ฟอร์ดที่มีอยู่กว่า 40,000 บัญชี ขอเพียงแค่ 10% หรือประมาณ 4,000 บัญชีขยับมาลงทุนเพิ่ม บัญชีละ 2 ล้านบาท จะสร้างสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ได้อีกมหาศาล คาดว่าสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า AUM ของบริษัทจะเติบโตจาก 2 หมื่นล้านบาท ขึ้นไปแตะระดับ 3 หมื่นล้านบาทได้ไม่ยาก”นายจักรกริช กล่าว
สำหรับโครงสร้างรายได้ใหม่หลังควบรวม BYD จะปรับพอร์ตลดความเสี่ยงจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหุ้นดั้งเดิม (Brokerage) ที่มีการแข่งขันรุนแรงในตลาด และหันมาให้น้ำหนักกับธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ ตลาดรอง และ Structured Notes โดยตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากโบรกเกอร์อยู่ที่ 50% และธุรกิจ Wealth อยู่ที่ 45% ซึ่งโมเดลการกระจายรายได้นี้จะช่วยให้ผลประกอบการของบริษัทพลิกกลับมาเทิร์นอะราวด์ (Turnaround) ได้ชัดเจนในช่วงไตรมาส 4/2569
ทางด้านผลประกอบการไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวมประมาณ 300 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Main Profit) อยู่ที่ 18 ล้านบาท อย่างไรก็ดี มีการตั้งสำรองทางบัญชีไปประมาณ 88 ล้านบาท
สำหรับประเด็นที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนนั้น นายจักรกริช ชี้แจงว่า ปัจจุบัน TSB มีตัวเลขผู้โดยสารเสถียรอยู่ที่ระดับ 360,000 คนต่อวัน แม้ภาพรวมผู้โดยสารรถสาธารณะในกรุงเทพฯ หลังโควิดจะลดลงเหลือ 1 ล้านคนต่อวัน (จากเดิม 2 ล้านคนต่อวัน) ทำให้ TSB ยังมีผลขาดทุนทางบัญชี แต่ในแง่กระแสเงินสด (Cash Flow) ถือว่าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้สอบบัญชี (Auditor) มั่นใจและไม่มีการสั่งให้ตั้งสำรองเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงเหมือนในอดีต
ทั้งนี้ ในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) BYD มีภาระที่ต้องตั้งสำรองสำหรับ TSB อีกเพียง 3,200 ล้านบาท และบริษัท AC อีก 309 ล้านบาท รวมเป็นประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันห่างไกลจากจุดนั้นมาก เนื่องจาก TSB เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่กลุ่ม B2B และ B2G เช่น การเช่าเหมาลำจัดอีเวนต์และรถรับส่งสถาบันการศึกษามากขึ้น รวมถึงนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ขนส่งมวลชน EV ซึ่งจะเป็นอัพไซด์สำคัญในอนาคต
