สั่งขาย OKJ ขาดทุนยับ 30 ล้านบ. MAGURO น่าสน เชียร์ AU

HoonSmart.com>>ในไตรมาสแรกปี 2569 แบรนด์ร้านอาหารดัง 2 แห่ง “โอ้ กะ จู๋ “แบรนด์หลักของบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ (OKJ) ยังคงขาดทุนต่อ 30.5 ล้านบาท แม้ว่าจะดีขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขาดทุนถึง 34.3 ล้านบาทก็ตาม ส่วน บริษัท มากุโระ กรุ๊ป (MAGURO) กำไรสุทธิ 34.2 ล้านบาท ทรุดลง 25.7% ส่วนหนึ่งเกิดจากยอดขายของสาขาเดิม หรือ Same Store Sales Growth(SSSG)  โตไม่ทันกับการขยายการลงทุน

ขณะที่ บริษัท อาฟเตอร์ ยู (AU) กำไรสุทธิเติบโตถึง 59% เป็น 54 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จากการขายจะทรงตัวบริเวณ 419 ล้านบาท แต่อัตรากำไรสุทธิกลับดีขึ้น 12.8% จากไตรมาส 4 ปีก่อนที่ 8.2% สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนท่ามกลางราคาวัตถุดิบแพงขึ้น

ทั้ง 3 แบรนด์ดังใช้กลยุทธ์ในการสร้างการเติบโต ผ่านการขยายสาขา เพิ่มแบรนด์ เพิ่มเมนู และเพิ่มไซส์ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกบริโภคได้มากขึ้น ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2569 ทั้ง”แบรนด์โอ้ กะ จู๋” และ “แบรนด์”อาฟเตอร์ ยู” กลับมี 45 สาขาและ 59 สาขาตามลำดับเท่ากับสิ้นปี 2568 ขณะที่ มากุโระ มีสาขาทั้งสิ้น 54 สาขา จากสิ้นไตรมาสแรกปี 2568  มีจำนวน 40  สาขา

บล.กรุงศรี คงมุมมองเป็นกลางต่อ OKJ และยืนยันคำแนะนำ“ขาย”ที่ราคาเป้าหมาย 2 บาท เทียบกับล่าสุดที่ 2.88 บาท ภายหลังการประชุมนักวิเคราะห์ แม้บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 22%  เปิดแบรนด์ใหม่ในไตรมาส 2 และคาดอัตรากำไรปรับดีขึ้นตามยอดขายและ economies of scale แต่ยังคงประมาณการเดิมกำไรปีนี้หดตัว17% จากแนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีแรกที่ยังอ่อนแอในระดับสูง สะท้อน SSSG ของแบรนด์หลักโอ๋ กะจู๋ ที่ยังติดลบและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการทำแคมเปญและการขยายสาขา ขณะที่ระดับมูลค่าหุ้นยังตึงตัวโดยปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 2569 ราว 42 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มร้านอาหารที่ประมาณ 20 เท่า จึงมองว่า valuation อยู่ในระดับแพง

ส่วน MAGURO นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำซื้อ โดยเฉพาะในช่วงนี้ ราคาหุ้นที่อ่อนตัวลงมาบริเวณ 15.80 บาท เริ่มน่าสนใจ เพราะกำไรไตรมาสแรกอยู่ในช่วงลดลงตามวัฎจักร จะเริ่มดีขึ้นในไตรมาสที่ 2 รวมถึงการมีค่าใช้จ่ายในการขยายแบรนด์ต่างๆ และอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมก็ดีขึ้น แม้ได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ระมัดระวังและการแข่งขันด้านความคุ้าค่าในธุรกิจร้านอาหาร บริษัทฯ จึงยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมนู การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างเหมาะสม และการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพื่อสนับสนุนการกลับมาใช้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพของยอดขายสาขาเดิมในระยะถัดไป

บล.กรุงศรีคงคำแนะนำ“ซื้อ” MAGURO ที่ 25  บาท คาดแรงกดดันด้านต้นทุนจะเป็นปัจจัยลบระยะสั้น-กลาง แต่ระยะยาวยังมีจุดเด่นเรื่องการเติบโตของกําไรสุทธิ 2567-2571 ที่สูง20% CAGR จากแผนขยายสาขาที่มีต่อเนื่อง จึงมองเป็นโอกาสสะสม เมื่อปัจจัยกดดันด้านต้นทุนเริ่มคลี่คลายลง