HoonSmart.com>>สภาพัฒน์ฯคาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดโต 1.5–2.5% ค่ากลาง 2% ได้แรงหนุนจากการลงทุนเอกชนที่เร่งตัวขึ้น 3.7% และส่งออกโต 9.6% จับตามาตรการ 301 ความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง หนี้ครัวเรือนสูง เอลนีโญกระทบเกษตร
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 1.5% – 2.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวที่ประมาณ 2.4% ด้านการบริโภคของรัฐบาลอยู่ที่ 1.2% ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนได้มีการปรับคาดการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 3.7% ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร่งตัวขึ้นจากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.9% เนื่องจากในไตรมาสแรกที่ผ่านมา การลงทุนภาคเอกชนมีการขยายตัวในระดับที่ค่อนข้างสูงและเป็นการเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า สำหรับการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะอยู่ที่ 3.1% ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
ทางด้านภาคการค้าระหว่างประเทศ คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะขยายตัวได้ที่ 9.6% จากแนวโน้มการส่งออกที่ยังคงเติบโตได้ดี ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าถูกปรับตัวเลขเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 14.2% เนื่องจากประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าเพิ่มมากขึ้นติดต่อกันสองไตรมาส โดยเฉพาะในไตรมาสแรกที่มีการนำเข้าเร่งตัวขึ้นเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.3% โดยมีค่ากลางที่ประมาณ 2.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้คาดว่าจะยังคงเกินดุลอยู่ที่ 1% ของ GDP
ทั้งนี้ การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในรอบนี้ ได้มีการคำนวณและรวมผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางเข้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงได้รับแรงส่งจากมาตรการภาครัฐที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน มาตรการขับเคลื่อนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ตลอดจนการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่เติบโตได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยขยายตัวได้ถึง 2.8%
เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ภาคเอกชน โดยเฉพาะ หนึ่งการลงทุนที่มีแนวโน้มเติบโตดีติดต่อกันถึง 2 ไตรมาส ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการเร่งดำเนินมาตรการ Thailand Fast Pass เพื่อลดขั้นตอนทางราชการ ช่วยให้การลงทุนของภาคเอกชนขับเคลื่อนได้คล่องตัวขึ้น ร่วมกับการแต่งตั้งแนวทางแก้ไขปัญหาไฟฟ้าสำหรับภาคการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นอกจากนี้ ข้อมูลในไตรมาสแรกยังชี้ให้เห็นว่าภาคเอกชนมีการนำเข้าสินค้าเพื่อเตรียมการลงทุนในปริมาณที่ค่อนข้างสูง
สอง การใช้จ่ายของภาครัฐ ทั้งในส่วนของงบประจำและงบลงทุน ซึ่งมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพยุงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป ข
สาม การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของภาคการส่งออกตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ โดยมีสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวชูโรงจากการที่ประเทศคู่ค้าเร่งนำเข้า ประกอบกับยอดขายในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับตัวดีขึ้นในทุกรายการ ยิ่งไปกว่านั้น การที่ศาลสูงของสหรัฐอเมริกามีคำสั่งยกเลิกมาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ส่งผลให้อัตราภาษีที่เรียกเก็บจริงจากสินค้าไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5.3% ซึ่งเป็นระดับที่ยังคงความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้
อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ยังคงต้องติดตามผลการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับประเด็นการบังคับใช้มาตรการตามมาตรา 301 (Section 301) ที่ยังอยู่ในกระบวนการหาข้อสรุป
ในส่วนของข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ มีประเด็นสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังประกอบด้วย
เรื่องแรกคือสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นวัตถุดิบ ซึ่งความไม่แน่นอนยังคงอยู่ในระดับสูงและอาจยังหาข้อยุติไม่ได้ในเร็ววัน แม้จะมีการยื่นข้อเสนอเจรจาระหว่างกัน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยผ่านราคาสินค้าที่จะปรับตัวสูงขึ้น
สองคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึงความผันผวนในตลาดทุน ซึ่งเกิดจากความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจหันมาบังคับใช้มาตรา 301 หรือมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ เพิ่มเติมหลังไม่สามารถใช้ภาษีต่างตอบแทนได้ ประกอบกับการที่ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ตลอดจนการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ภาวะหนี้สาธารณะต่อ GDP ของหลายประเทศที่ยังคงตัวอยู่ในระดับสูง ได้กลายเป็นข้อจำกัดทางการคลังของประเทศเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น การแพร่ระบาดเป็นระเบิดเวลาของไวรัสฮันตา (Hanta Virus) ที่ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
สาม ปัญหาหนี้สินครัวเรือนยังคงเป็นปัจจัยหลักที่อยู่ในระดับสูงซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออำนาจการใช้จ่ายของประชาชน ขณะที่คุณภาพสินเชื่อเริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อที่มีวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทที่มีแนวโน้มด้อยคุณภาพลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อพิจารณาข้อมูลเม็ดเงินกู้ยืมในช่วงต้อนรับการเปิดเทอม พบว่ายอดการปล่อยกู้จากสหกรณ์และโรงรับจำนำปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับยอดการให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ที่ยังคงลดลง
ปัจจัยเสี่ยงประการสุดท้ายคือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตภาคการเกษตร โดยหลายหน่วยงานคาดการณ์ตรงกันว่าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้อ่านปริมาณน้ำฝนในปีนี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมมาตรการรองรับเพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรกรรมจากผลกระทบดังกล่าว
