HoonSmart.com>>วันที่ 15 พ.ค.2569 หุ้นร่วงลงหนัก 21.17 จุดหรือ-1.38% ดัชนี SET ปิดที่ 1,517.95 จุด แต่ราคาหุ้นของ”กลุ่มเจมาร์ท” กลับพุ่งขึ้นแรงยกแผง 5 บริษัท ดันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มมากถึง 5,968 ล้านบาท รับไตรมาสที่ 1/2569 กำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 671.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.09% ผ่านกลยุทธ์ Ecosystem ของกลุ่มธุรกิจค้าปลีก-การเงิน-เทคโนโลยี ลั่นเดินหน้าต่อยอดธุรกิจ Digital Lending การพัฒนา AI และธุรกิจช่วยเสริมฐานรายได้ระยะยาว

กำไรของกลุ่มเจมาร์ท
บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (JMART) มีกำไรสุทธิ 162.72 ล้านบาท เติบโต 15.96%จากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะถือหุ้นใหญ่ 51.99% มีรายได้หลักมาจากบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) แม้งวดนี้กำไรจะลดลง 23.58% เหลือ 252 ล้านบาท แต่ก็พอรับได้ ท่ามกลางสถานการณ์นี้ต้องตั้งสำรองหนี้เพิ่มขึ้น รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากสุกี้ตี๋น้อยมากถึง 51 ล้านบาท และบริษัทอื่นๆในกลุ่มดีขึ้น เช่นการถือหุ้น 25.63%ในบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) ไม่ขาดทุนเหมือนที่ผ่านมา พลิกมีกำไร 142.94 ล้านบาท สูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2566 มีรายได้เติบโตต่อเนื่องทุกไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2567 จากยอดสินเชื่อใหม่รวม 3,018 ล้านบาท เติบโต 70% ส่วนใหญ่เป็นการให้สินเชื่อ Lock Phone จำนวน 2,941 ล้านบาท คิดเป็น 97% ของยอดให้สินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้น 73% บริษัทเอสจี แคปปิตอล (SGC) กำไรพุ่งขึ้น 298% เป็น 176 ล้านบาท เหลือเพียงบริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท (J) ที่ยังคงขาดทุนเพิ่มขึ้นเป็น 62.24 ล้านบาท แย่ลงกว่าเท่าตัวจากปีก่อนขาดทุน 30.66 ล้านบาท
โชว์กลยุทธ์ The Power of Synergy
นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 สะท้อนการฟื้นตัวและการเติบโตของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและการเงินภายใต้กลยุทธ์ The Power of Synergy แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและภาระหนี้ครัวเรือน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 3,894.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการเติบโตของธุรกิจมือถือและสินเชื่อ Lock Phone รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าในเครือที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญในไตรมาสนี้ มาจากการเติบโตของธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม ภายใต้บริษัท เจมาร์ท โมบาย ซึ่งมีกำไรสุทธิ 57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 159.1% จากปีก่อน จากความสำเร็จของธุรกิจ Lock Phone ที่สามารถขยายพอร์ตสินเชื่อได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการทำงานร่วมกันของบริษัทในเครือ ทั้ง Jaymart Mobile, SINGER, SGC และ KB J Capital ภายใต้บริการ SG Finance+ และ Samsung Finance+ ซึ่งช่วยขยายฐานลูกค้าในกลุ่มสมาร์ตโฟนและ Digital Lending ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนการเติบโตของสินเชื่อดิจิทัลและความต้องการผ่อนชำระสมาร์ตโฟนโดยไม่ใช้บัตรเครดิตที่ยังขยายตัวต่อเนื่องในยุคดิจิทัล
ขณะเดียวกัน บริษัทได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากส่วนแบ่งกำไรของ สุกี้ตี๋น้อย ซึ่งมีรายได้ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 2,588 ล้านบาท เติบโต 32% และมีกำไรสุทธิ 170 ล้านบาท โดย JMART รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้น 30% เป็นจำนวน 51 ล้านบาท ก่อนการปันส่วน PPA
ด้านธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพของบริษัท JMTแม้จะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ส่งผลให้การจัดเก็บหนี้ภายใต้แนวทางบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบและมีการตั้งสำรอง Expected Credit Loss (ECL) เพิ่มขึ้นตามหลักความระมัดระวังทางบัญชี ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่กระทบกระแสเงินสด (Non-cash Item) โดยบริษัทสามารถรักษาการเติบโตของกำไรผู้ถือหุ้นได้ จากการเติบโตของธุรกิจแกนหลักและ Synergy ของกลุ่มบริษัท
เดินหน้าขับเคลื่อน Ecosystem
สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 JMART ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด Ecosystem อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างการเติบโตผ่านการเชื่อมโยงสินค้า บริการ และฐานลูกค้าภายในกลุ่ม โดยเฉพาะ Lock Phone ธุรกิจสินเชื่อมือถือ Samsung Finance+ และ SG Finance+ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อในระยะยาว รวมถึงการใช้ Data Analytics, CRM และแพลตฟอร์ม J Point เพื่อเพิ่มโอกาสการซื้อซ้ำและสร้างความภักดีของลูกค้าในระบบนิเวศของกลุ่มบริษัท
ส่วน J ที่ยังขาดทุนอยู่ บริษัทยังเดินหน้าต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และพื้นที่เช่า ผ่านการพัฒนาโครงการใหม่ เช่น โรงแรม SENS Hotel, สนามกีฬา และ Sport Economy เพื่อเพิ่มศักยภาพการสร้างรายได้ประจำในอนาคต พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรสู่การเป็น AI Maturity Organization ผ่านโครงการ Jaymart Group AI Hackathon 2026 และ AI Transformation Workshop เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว
ด้านคณะกรรมการบริษัทฯมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.135 บาทต่อหุ้น สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจและฐานะทางการเงินของบริษัท แม้อยู่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับปันผล วันที่ 28 พ.ค.และขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 27 พ.ค. 2569 กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 มิ.ย. 2569 ซึ่งสะท้อนนโยบายการสร้างผลตอบแทนที่ต่อเนื่องให้แก่ผู้ถือหุ้นควบคู่กับการเดินหน้าขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตระยะยาวของกลุ่ม JMART
“กฤษณ์ จันทโนทก”นั่งบอร์ด JMT
ทางด้านคณะกรรมการบริษัท JMT มีมติอนุมัติให้ นาย กฤษณ์ จันทโนทก อดีต CEO ธนาคารไทยพาณิชย์ เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระ กรรมการตรวจสอบ ประธานกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน บรรษัทภิบาล และการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน มีผลตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.2569
