HoonSmart.com>>”ปตท.” (PTT) โชว์ไตรมาส 1/69 กำไร 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.39% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา (QoQ) กำไรโต 0.8% EBITDA 115,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.3% รายได้จากการขาย 718,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.6% ธุรกิจของบริษัทในกลุ่มโตตามราคาผลิตภัณฑ์อ้างอิงราคาน้ำมัน กำไรสต๊อกสุทธิ 46,000 ล้านบาท การรักษาเสถียรภาพพลังงานของประเทศ มีภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น
บริษัทปตท.(PTT) เปิดเผยผลงานงวดไตรมาสที่ 1/2569 มีกำไรสุทธิ 25,738.30 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.91 บาท เพิ่มขึ้น 2422.81 หรือ 10.39% เทียบกับช่วงเดียวกันปัก่อนมีกำไรสุทธิ 23,315.49 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.81บาท (YoY) และเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่ทำได้จำนวน 25,534 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 204 ล้านบาทหรือ 0.8% (QoQ)
อย่างไรก็ตามในไตรมาส1/2569 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำสุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท.เป็นขาดทุนประมาณ 2,900 ล้านบาท โดยหลักจากการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ในบริษัท จีซี โพลีออลส์ (GCP) ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) ขณะที่ในไตรมาส 4/2568 รับรู้เป็นกำไรประมาณ 9,300 ล้านบาท โดยหลักจากกำไรจากการจำหน่ายและเปลี่ยนแปลงสถานะของเงินลงทุนในบริษัท Lotus Pharmaceutical ของบริษัท ปตท. โกลบอล แมนเนจเม้นท์ (PTTGM)
ในไตรมาสแรกปี 2569 กลุ่มปตท.มีรายได้จากการขายจำนวน 718,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80,250 ล้านบาท หรือ12.6% QoQ โดยหลักจากรายได้ของกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ จากราคาขายผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่อ้างอิง แม้ว่าปริมาณขายลดลง ประกอบกับรายได้ของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น และธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีกเพิ่มขึ้น ตามราคาและปริมาณขายผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ที่มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น จากปริมาณขายผลิตภัณฑ์รวมของธุรกิจ โรงแยกก๊าซฯ ที่เพิ่มขึ้น โดยหลักจากผลิตภัณฑ์ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) Propane และก๊าซธรรมชาติเหลว (NGL) ตามความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับไม่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ ขณะเดียวกันราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นตามราคาปิโตรเคมีในตลาดที่ใช้อ้างอิง
ส่วนธุรกิจจัดหาและค้าส่ง กาซฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากปริมาณขายก๊าซฯ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยหลักจากลูกค้ากลุ่มโรงไฟฟ้าที่ความต้องการใช้ ไฟเพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล ประกอบกับมีการปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะหน่วยที่ 9-10 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 ทำให้มีการเรียกรับไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฯ เป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยให้กับกลุ่มลูกค้า อุตสาหกรรมปรับลดลงตามราคาที่อ้างอิง
กลุ่มปตท.มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยง จำนวน 115,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38,258 ล้านบาท หรือ 49.3% จากไตรมาส 4ที่ผ่านมา ที่จำนวน 77,621 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยธุรกิจการกลั่นเพิ่มขึ้นจากค่าการกลั่นอ้างอิงตลาด (Market GRM) และปริมาณขายเพิ่มขึ้นรวมถึงกำไรสต๊อกน้ำมันสุทธิกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นประมาณ 46,000 ล้านบาท ขณะที่ใน ไตรมาส 4 มีผลขาดทุนประมาณ 8,200 ล้านบาท
รวมถึงธุรกิจปิโตรเคมีเพิ่มตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบ และปริมาณขายของกลุ่มอะโรเมติกส์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น โดยหลักจากรายได้จากการขายที่เพิิ่มขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าเสื่อมราคาลดลง
นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ ก็มีผลการดำเนินงานเพิิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ปรับลดลง จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซฯ ใหม่ รวมถึงปริมาณขาย รวมและราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจระบบท่อส่งก๊าซฯ มีผลงานลดลงจากรายได้ที่ลดลงตามปริมาณการจองและการปรับลดอัตราค่าบริการขนส่งก๊าซฯ ส่วนของต้นทุนผันแปร (Tc)ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2569 ประกอบกับธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากการบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกัน
แม้ว่าเศรษฐกิจโลกในไตรมาส 1/2569 ขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 4/2568 (4Q2568) แต่ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดพลังงานโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลลบต่อเสถียรภาพด้านอุปทานพลังงานและความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยราคาน้ำมันดิบดูไบปิดที่ 121.10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ปิดที่ 61.57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ค่าเงินบาทเฉลี่ย 31.8 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับในไตรมาส 1/2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 34.1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนก.พ.2569 ปตท. ได้ติดตามและบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยมีการจัดตั้งศูนย์บริหารเหตุการณ์ (PTT ICS) และประสานงานกับบริษัทในกลุ่มและหน่วยงานของรัฐ พร้อมทั้งปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมจากแหล่งนอกพื้นที่ที่ความขัดแย้ง ทำให้สามารถเดินเครื่องหน่วยผลิตน้ำมันสำเร็จรูป สารปิโตรเคมีและไฟฟ้าได้เต็มที่ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศและรักษาความมั่นคงทางพลังงานในช่วงที่ตลาดโลกอยู่ในภาวะตึงตัว
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังส่งผลให้กลุ่ม ปตท. มีภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น จากหลักประกันในการจัดซื้อ น้ำมันดิบ (Margin Call) เงินทุนหมุนเวียนในการจัดหาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเงินค้างชำระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของ ปตท. ในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ แม้ต้องเผชิญกับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้นก็ตาม
