ธปท. ย้ำดอกเบี้ย 1% เหมาะสม เร่งคุมเงินเฟ้อรับเสี่ยงสงคราม

HoonSmart.com>>ธปท. คงดอกเบี้ยนโยบาย ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแกร่งท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงสงคราม ยันคุมเงินเฟ้ออยู่หมัด คาดปีนี้ที่ 2.9% และลดลงในปี’70 ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 5%

ดร.สุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 1/2026 ว่า ทิศทางนโยบายการเงินปัจจุบันมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยย้ำว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ซ้ำเติมสถานการณ์ ขณะที่กระบวนการลดลงของเงินเฟ้อ (Disinflation) ในไทยทำได้รวดเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้ว

อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสม การตัดสินใจเชิงนโยบายต้องสอดคล้องกับที่มาของเงินเฟ้อ โดยไม่ควรตอบสนองต่อปัจจัยด้านอุปทานชั่วคราว พร้อมเตือนว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจ ในขณะที่การลดดอกเบี้ยอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงคราม

เงินเฟ้อของไทยมีลักษณะพิเศษคือกระบวนการ Disinflation เกิดขึ้นเร็วมาก โดยใช้เวลาเพียง 7 เดือนในการกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายหลังเกิดช็อกด้านราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งต่างจากสหรัฐฯ หรือยุโรปที่เงินเฟ้อมีความ “หนืด” (Sticky) และปรับลดลงได้ยากกว่า

เงินบาทมีการปรับอ่อนค่าลงในทิศทางเดียวกับภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง อย่างไรก็ตาม ราคาสินทรัพย์โดยรวมยังเคลื่อนไหวในระดับปกติ แม้จะมีความผันผวนจากปัจจัยสงครามบ้างแต่เริ่มมีการปรับสมดุล (Correction) ในระยะหลัง

สำหรับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับลดลงตามการนำส่งนโยบายในช่วงต้นปี แต่ปริมาณสินเชื่อยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำ เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อประเมินผลกระทบจากสงครามต่อความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนและธุรกิจ

จากการติดตามคุณภาพสินเชื่อล่าสุด พบว่าแม้จะยังไม่เห็นสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ที่เป็นวงกว้างในระดับรุนแรง แต่ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในบางกลุ่มธุรกิจปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยสินเชื่อ SME มี อัตราส่วน NPL ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 10% ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย พบการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น โดยมีอัตราส่วน NPL อยู่ที่ระดับ 4.5%

​ทั้งนี้ ธปท. ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (Preemptive Debt Restructuring) แทนการรอให้หนี้กลายเป็น NPL  โดยการปรับเงื่อนไขการชำระ ให้มีการลดค่างวดหรือปรับปรุงเงื่อนไขการชำระหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายจริงของลูกหนี้ เน้นการช่วยเหลือในลักษณะ Forward-looking เพื่อประเมินความเสี่ยงและเข้าช่วยเหลือลูกหนี้ก่อนที่จะเกิดปัญหาทางการเงินที่รุนแรง

ธปท. ประเมินว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง ไม่ได้ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอดีต เนื่องจากผู้ประกอบการเน้นการจัดโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขายในสภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

​สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย ภาวะเงินเฟ้อ และพฤติกรรมการตั้งราคาของผู้ประกอบการ เงินเฟ้อระดับไมโครจะมีการกระจายตัวเป็นวงกว้างหรือไม่ ผลกระทบจากมาตรการภาครัฐ ต่อระดับเงินเฟ้อในอนาค และ Supply Disruption ที่อาจยืดเยื้อและส่งผลต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า ว่าการดำเนินนโยบายการเงินต้องสมดุลระหว่างการคุมเงินเฟ้อและการไม่ขัดขวางการเติบโตของเศรษฐกิจ

โดยย้ำว่าการปรับดอกเบี้ยต้องพิจารณาจากปัจจัยด้านอุปสงค์ (Demand-side) เป็นหลัก ไม่ควรตอบสนองต่อช็อกด้านอุปทาน (Supply-side shock) ที่เป็นเรื่องชั่วคราว ซึ่งเงินเฟ้อไทยลดลงเร็วต่างจากสหรัฐฯ หรือยุโรปที่เงินเฟ้อมีความ “หนืด” (Sticky) เงินเฟ้อของไทยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 7 เดือน หลังจากการพุ่งสูงขึ้นของราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่วางไว้ 5%

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าความผันผวนของค่าเงินบาทได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอกและโครงสร้างการนำเข้าน้ำมันของไทย โดยธปท. ยังคงติดตามความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในอนาคต