HoonSmart.com>>ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เตือนรัฐระวังการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทกระสุนนัดสุดท้าย ไปกับการอุดหนุนราคาพลังงานเพียงชั่วคราว ชี้หากสงคราอิหร่านยืดเยื้อ อาจเผชิญภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ สูญเสียความเชื่อมั่นจากสถาบันจัดอันดับเครดิตโลก เตรียมยื่นสมุดปกข่าวเดือนมิ.ย.นี้ ขอรัฐปลดล็อกการลงทุนดันกลุ่มเทคโนโลยี-เอไอ โตให้ได้ 15%
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า วงเงิน 4 แสนล้านบาทที่รัฐบาลเตรียมดำเนินการกู้นั้น ถือเป็นงบประมาณสำรองก้อนสุดท้ายที่มีนัยสำคัญ หากมีการใช้จนหมดโดยไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง รัฐบาลจะตกอยู่ในที่นั่งลำบากในการขยายเพดานหนี้ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออันดับเครดิต (Credit Rating) ของประเทศ
ยกตัวอย่างบทเรียนในอดีตที่ไทยเคยใช้งบประมาณเกือบ 2 แสนล้านบาทในการตรึงราคาน้ำมันช่วงวิกฤตยูเครน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ใช้ทุนสูงแต่ไม่ยั่งยืน
”หากรัฐบาลยังเลือกทางเดิมท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ งบประมาณจะละลายหายไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อถึงจุดที่ต้านทานไม่ไหว รัฐบาลจะถูกบังคับให้ปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันทันที ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูงและเกิดภาวะช็อกต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง” นายกอบศักดิ์กล่าว
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ความขัดแย้งมีแนวโน้มยืดเยื้อ กำลังสร้าง “บรรทัดฐานใหม่” (New Normal) ที่มีความอันตรายสูง ส่งผลให้ ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก การขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางเสี่ยงภัยจะทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้นอย่างถาวร
ตราบใดที่สงครามยังไม่สงบ พลังงานและวัตถุดิบจะยังคงมีความผันผวน ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออก
ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว รัฐควรเปลี่ยนจากการ “อุดหนุนราคาน้ำมัน” เป็นการ “ปรับโครงสร้างพลังงาน” โดยอาจจะนำงบประมาณส่วนหนึ่ง (เช่น 2 แสนล้านบาท) มาทำโครงการในลักษณะ “คนละครึ่ง Plus” สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้ในระยะยาว
โครงการนี้ ยังจะมีการคืนทุนที่รวดเร็ว โดยคาดว่าจะคืนทุนได้ภายในเวลาประมาณ 5 ปี และหากมีรัฐบาลช่วยสนับสนุน งบประมาณที่ใช้ไปจะไม่สูญเปล่าเหมือนการอุดหนุนค่าน้ำมัน แต่จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยลดรายจ่ายให้ประชาชนได้จริง
รวมถึง นำมาใช้ในการส่งเสริมพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพานำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต
”เงิน 4 แสนล้านนี้ควรถูกใช้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคต ไม่ใช่ใช้แล้วทิ้งไปกับน้ำ (การอุดหนุนชั่วคราว) เพราะหลังจากนี้ไป การบริหารจัดการงบประมาณจะทำได้ยากลำบากขึ้นอย่างมาก” นายกอบศักดิ์ กล่าว
ขาดดุลสูง-ท่องเที่ยวลบ
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า แม้การส่งออกยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักท่ามกลางการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดเริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล โดยตัวเลขการนำเข้าเดือนล่าสุด พุ่งสูงถึง 35% ในขณะที่การส่งออกโตเพียง 19% ส่งผลให้ไทยเผชิญกับการขาดดุลการค้าไปแล้วกว่า 9 พันล้านดอลลาร์
ความน่ากังวลอยู่ที่ราคาพลังงาน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นและราคาน้ำมันโลกดีดตัวสูงขึ้น จะยิ่งซ้ำเติมการขาดดุลการค้าและกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง
การนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบที่สูงขึ้นสะท้อนถึงต้นทุนที่ผู้ผลิตต้องแบกรับเพิ่มขึ้น
รวมถึงการท่องเที่ยวชะลอตัว แม้ช่วงต้นปี (มกราคม – มีนาคม) การท่องเที่ยวจะขยายตัวเป็นบวก แต่ตัวเลขในเดือนเมษายนเริ่มส่งสัญญาณ ติดลบ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูงขึ้น 50-70% ตามต้นทุนน้ำมัน ทำให้สายการบินหลายแห่งเริ่มประสบภาวะขาดทุนและลดจำนวนเที่ยวบินลง
ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (PCI) ลดลง ประชาชนเริ่มรัดเข็มขัด ลดการท่องเที่ยวข้ามจังหวัด และหันมาประกอบอาหารทานเองที่บ้านมากขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 30 บาท ไปสู่แตะระดับ 50 บาท
ทั้งนี้ อยากเห็นค่าเงินบาทอ่อนตัวลงอยู่ระดับ 33 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐฯ จะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกไทย และช่วยลดการขาดดุลการค้า
ยื่นสมุดปกขาวมิ.ย.นี้
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ได้นัดเข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงการคลังในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อนำเสนอสมุดปกขาว (White Paper) ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาตลาดทุนไทยในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงและปรับตัวรับกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจโลก
สมุดปกขาวนี้ ถูกร่างขึ้นจากการระดมสมองของบุคลากรในตลาดทุน เพื่อให้เป็นแนวทางหลักในการพัฒนาที่ไม่แปรผันไปตามการเปลี่ยนผ่านทางด้านการเมือง โดยเน้นย้ำว่าตลาดทุนคือกลไกที่จะอยู่ยั่งยืนในระยะยาว และจำเป็นต้องมีทิศทางที่ชัดเจนไม่ว่ารัฐมนตรีหรือรัฐบาลชุดใดจะเข้ามาบริหาร
มาตรการกระตุ้นและปลดล็อกการลงทุน
ในข้อเสนอเบื้องต้นมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน อาทิ
-การส่งเสริมธุรกิจที่ยั่งยืน
-มาตรการสนับสนุนให้บริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตลาดทุน
-ผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีและ AI มากขึ้น เป้าหมายประมาณ 15% ของตลาด เพื่อให้เทียบเท่ากับตลาดหุ้นชั้นนำอย่างเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่น
-ดึงดูดการลงทุนจากยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี ซึ่งจะส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งระบบ ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์, PCB ไปจนถึง Data Center
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องช่วย “ปลดล็อก” ข้อจำกัดและกฎระเบียบต่างๆ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ไทยสามารถคว้าโอกาสจากคลื่นเทคโนโลยีระลอกใหม่นี้ได้ทันท่วงที
