S&P500 ทำนิวไฮ-น้ำมันร่วง จับตากู้ 4 แสนล้านชู DELTA-COM7

HoonSmart.com>>บล.เอเซีย พลัส ชี้สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านส่อแววสงบ ดัน S&P500 ทำนิวไฮ-น้ำมันร่วงหลุด 110 เหรียญฯ จับตารัฐทุ่ม 4 แสนล้านฟื้น GDP ชู DELTA-COM7 นำทีม

บล. เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า บรรยากาศตลาดหุ้นเริ่มคลี่คลายและตอบรับในเชิงบวก หลังจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางมีสัญญาณผ่อนคลายลง โดยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่ได้ยกระดับความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นปิดทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All Time High) จากแรงหนุนของกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ BRENT ร่วงลงเกือบ 4% จนหลุดระดับ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สัญญาณการสงบศึกมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผยว่าได้ระงับปฏิบัติการนำทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Project Freedom) เป็นการชั่วคราว เพื่อเดินหน้าหาข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลัน สอดคล้องกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าการพักรบสามารถประคองสถานการณ์ได้ และสหรัฐฯ จะตอบโต้ทางทหารก็ต่อเมื่อถูกโจมตีก่อนเท่านั้น

จับตารัฐกู้ 4 แสนล้าน ดัน “คนละครึ่ง พลัส” – ระดมทุน TFFIF แสนล้านเลี่ยงหนี้ชนเพดาน สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย รัฐบาลกำลังมุ่งเป้าที่จะดึงการเติบโตของ GDP ให้กลับไปอยู่ระดับ 4-5% เหมือนช่วงปี 2560-2561 โดยเตรียมมาตรการสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่:

มาตรการระยะสั้น: เตรียมกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อทำโครงการกระตุ้นการบริโภค เช่น “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 19 พ.ค. 2569 โดยประเมินว่าจะช่วยดัน GDP ให้ขยับเพิ่มขึ้นได้อีก 0.8%
มาตรการระยะยาว: เตรียมระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) เฟส 2 โดยขยายเป้าหมายจาก 4.5 หมื่นล้านบาท เป็น 1 แสนล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในโครงการทางพิเศษพระราม 3 – ฉลองรัช และปรับโครงสร้างพลังงาน
สาเหตุสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดันกองทุน TFFIF เฟส 2 คือ พื้นที่ทางการคลังที่กำลังหดหาย โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทย ณ มี.ค. 2569 สูงถึง 12.68 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.38% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานวินัยการเงินการคลังที่ 70% ทำให้การกู้เงินโดยตรงทำได้ยากขึ้น รัฐบาลจึงต้องดึงเม็ดเงินจากเอกชนผ่าน TFFIF เพื่อไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะโดยตรง

กลยุทธ์การลงทุน: ชู DELTA-COM7 และกลุ่มรับสงครามผ่อนคลาย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดเอเชีย โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล และผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยประกาศออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ราว 11%

ฝ่ายวิจัยแนะนำหุ้นเด่น (Prime Picks) ในกลุ่มที่ได้อานิสงส์และราคาถูกกดดันมานาน (Laggard) ได้แก่:

DELTA: ราคาหุ้นในปัจจุบันยังคง Laggard กว่าหุ้นแม่ที่ไต้หวันถึง 30%
COM7: มีความน่าสนใจสะสม เนื่องจากราคาหุ้น Laggard กว่าคู่แข่งอย่าง SPVI (SPVI +40% YTD ขณะที่ COM7 +18% YTD) ประกอบกับ SPVI รายงานกำไรสุทธิก้าวกระโดดถึง +182% YoY ซึ่งคาดว่า COM7 จะมีทิศทางกำไรที่โดดเด่นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากการขาย MacBook Neo และกระแส Banana Solar ในช่วงครึ่งปีหลัง ที่จะได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐลดหย่อนภาษีติด Solar Rooftop 2 แสนบาท


กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสงครามผ่อนคลาย: แนะนำ BDMS, BH, ERW, CENTEL และ MINT
(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำหุ้น ANHEUSER-BUSCH INBEV (ABI BB) ผู้ผลิตเบียร์แบรนด์ดังที่รายงานกำไรและรายได้ไตรมาส 1/26 แข็งแกร่ง และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 2 จากกระแสฟุตบอลโลก รวมถึงหุ้น ADVANCED MICRO DEVICES (AMD US) ที่รายงานกำไร EPS ไตรมาส 1/26 โตถึง +43% YoY หนุนจากธุรกิจ Data Center พร้อมคาดการณ์ว่าตลาด Server CPU จะเติบโตแรงกว่า 70% ในไตรมาสที่ 2)