SENA เปิดธุรกิจขายรถยนต์ไฟฟ้า ยุคอสังหาฯซบเซา เพิ่มรายได้กรีน 5%

HoonSmart.com>>เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เปิดตัวธุรกิจขายรถยนต์ไฟฟ้า ตั้งเป้ายอดขาย 1,000 คัน หนุนรายได้กรีนปีนี้ขยับเป็น 5% จาก 3% ยุคอสังหาริมทรัพย์ซบเซา กำลังซื้อลดต่ำ ยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านพุ่ง รุกเชื่อมระบบนิเวศระหว่างที่อยู่อาศัย พลังงานสะอาด การเงิน เพิ่มพลังผ่อน ลดต้นทุนให้กับลูกค้า ดันการเติบโตระยะยาว

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) กล่าวว่า ธุรกิจ New S-Curve ในกลุ่มกรีน ในปัจจุบันสร้างรายได้ประมาณ 3% ของรายได้รวม โดยรายได้หลัก 87% ยังคงมาจากธุรกิจบ้านและคอนโดมิเนียม และอีก 10% มาจากธุรกิจเช่าออมบ้าน ภายใต้โครงการสินเชื่อใจดี

ธุรกิจกรีน ถือว่าเติบโตตามทิศทาง S-Curve ของประเทศ ที่รัฐมุ่งไปด้านพลังงานสีเขียว ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจโซลาร์ รูฟท้อป ทั้งที่เป็นรายย่อย และ โซลาร์ รูฟท้อปแบบบีทูบี ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทฯเปิดตัวบริษัทขายรถยนต์ไฟฟ้า หรือ บริษัทเสนา กรีน ออโต้ อย่างเป็นทางการ หลังจากเปิดมาได้ 2 ปี โดยมีทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาทเป้าหมายหลักเพื่อให้ต้นทุนการเดินทางของลูกค้าถูกลง และลดการปล่อยมลภาวะ หรือมีความเป็นกรีนมากขึ้น ปีนี้ตั้งเป้ายอดขายรถไว้ที่ 1,000 คัน จาก 3 แบรนด์ มูลค่ารวมประมาณ 800 ล้านบาทโดยมีแผนที่จะขยายสถานีชาร์จ ภายในโครงการที่อยู่อาศัยและโชว์รูม และส่งเสริมให้ลูกค้าใช้ Wall Charger ที่บ้านเป็นหลัก ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันสามารถรองรับระยะทาง 300-400 กม./วัน ช่วยลดความกังวลเรื่องสถานีชาร์จนอกบ้านในพื้นที่ห่างไกล


“รวม 2 ธุรกิจปีนี้ รายได้รวมของธุรกิจกรีน น่าจะอยู่ประมาณ 5% ส่วนในอนาคตจะเติบโตเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ยังตอบยากเหมือนกัน จากสถานการณ์ปัจจุบันไม่กล้าประมาณการณ์เกิน 3 เดือนเพราะว่าไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ปัจจุบันรถ EV กับ โซลาร์ขายดีขึ้น เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ยอดจองรถ EV ในภาพรวมปรับตัวสูงขึ้นถึง 500%”ผศ.ดร.เกษรา กล่าว

ผศ.ดร.เกษรา ขณะเดียวกัน สงครามในตะวันออกกลางมีผลกระทบต่อธุรกิจ High Investment ทั้งหมด เพราะทำให้คนไม่กล้ากู้เงินระยะยาว และสินค้าที่มีราคาแพงขึ้น ทำให้คนระมัดระวังในการใช้จ่าย มีผลต่อกำลังซื้อบ้านด้วย ซึ่งเป็นผลลบต่ออธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯมุ่งเน้นไปที่การเป็นแพล็ตฟอร์มบ้าน หรือ วันแพล็ตฟอร์ม ที่ไม่ใช่แค่ขายบ้านอย่างเดียว อยากให้ลูกค้าเห็นภาพการทำคอมมูนิตี้ ที่มีธุรกิจเช่าออมบ้าน มีแพล็ตฟอร์มสินเชื่อใจดีที่คอยสนับสนุน มีรถเก่าแลกบ้านใหม่ เพราะไลฟ์สไตล์ของคนแล้วก็สเปกของคนไม่เหมือนกัน เพื่อเป็นโซลูชันที่มากกว่าการขายที่อยู่อาศัย โดยมุ่งเน้นการช่วยคิดและบริหารจัดการ และสนับสนุนทางการเงิน ผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงระหว่างบ้าน รถ เป็นตัวกลางในการจัดหาคนมาซื้อรถ หรือ เทรดอิน (Trade-in) รถสันดาป เพื่อเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งถือเป็นต้นทุนในการดำเนินชีวิตที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว

ปัญหาของลูกค้า คือ มีรถอยู่แล้ว อยากมีบ้าน แต่ขอสินเชื่อแบงก์ไม่ผ่าน บริษัทฯ จึงเป็นคนกลางในการเปลี่ยนรถไปเป็นสินเชื่อ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อให้แก่ลูกค้า
การมีคนกลางเทรดอินรถ ยังเป็นการสร้างความมั่นใจในความโปร่งใสของราคาและกระบวนการซื้อขายท่ามกลางตลาดรถมือสองที่ซับซ้อน

ขณะที่ บริการธุรกิจการเงิน สินเชื่อใจดี เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการขายและการเข้าถึงลูกค้า และการคัดกรองความสามารถในการกู้เงิน ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยจากธนาคารได้มากขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายและสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศของบริษัทในอนาคต โดยสินเชื่อใจดี ไม่ใช้การให้เงินลูกค้าล่วงหน้า แต่ลูกค้าต้องทยอยชำระเงินให้บริษัทตามปีที่กำหนด คล้ายกับการเช่า เมื่อผ่านเกณฑ์แล้วเป็นการยืนยันว่าลูกค้ามีความสามารถในการกู้จึงสามารถเข้าใช้สินเชื่อใจดี ไม่ได้เป็นการปล่อยกู้ทั่วไป โดยปัจจุบันมีลูกค้าใช้บริการอยู่ประมาณ 1,000 ยูนิต รวมมูลค่าหลายพันล้านบาท

การเทรดอินรถ และเทรดอินบ้าน แตกต่างจากการขายบ้านทั่วไป เพราะบริษัทไม่ได้ให้เงินลูกค้าล่วงหน้า แต่ช่วยวางโครงสร้างทางการเงิน เช่น หากลูกค้ามีบ้านอยู่แล้วและต้องการซื้อรถ EV ก็สามารถใช้บ้านเดิมเป็นหลักประกัน หรือหากมีรถสันดาป อยู่แล้วและอยากซื้อบ้าน ก็สามารถเทรดอินรถเพื่อเพิ่มวงเงินกู้ซื้อบ้านได้ ทั้งหมดนี้เป็นการออกแบบบริการที่ช่วยลดความยุ่งยากในการเข้าถึงสินเชื่อและเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าซื้อบ้านหรือรถได้ตามความต้องการ

ปัจจุบัน มียอดจองซื้อที่อยู่อาศัย 7,000 ล้านบาท เน้นกลยุทธ์การขายสินค้าใกล้เสร็จพร้อมโอนมากกว่าการทำพรีเซลล์ระยะยาว เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระเงินดาวน์ของลูกค้า โดยในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา แม้รายได้จากการโอนอาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่สัญญาณในเดือนเมษายนเริ่มเห็นแนวโน้มการโอนที่ดีขึ้นกว่าช่วงต้นปี

ขณะที่ เกณฑ์ผ่อนคลาย LTV ชั่วคราวที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่ให้ลูกค้ากู้ได้เต็มมูลค่าหลักประกันสำหรับทุกสัญญา ทั้งหลังที่ 1, 2 และ 3 ขึ้นไป รวมถึงบ้านราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปนั้น มองว่า ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันน่าจะมีการต่อเกณฑ์ดังกล่าวออกไปอีก

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯมีมาตรการซัพพอร์ตลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้ากลุ่มนี้สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้ความรู้แก่ลูกค้าก่อนเข้าสู่กระบวนการกู้จริง ควบคู่ไปกับการออกแบบโปรโมชั่นพิเศษที่ช่วยลดภาระดอกเบี้ยในช่วงปีแรก เพื่อช่วยให้ลูกค้าแบกรับค่างวดรายเดือนได้ง่ายขึ้นและเป็นเจ้าของบ้านได้มากกว่าการปิดการขายเพียงอย่างเดียว เพราะหากลูกค้ากู้ผ่านแต่เกินความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาว อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้เสีย (NPL)