HoonSmart.com>>เอเซีย พลัส ชี้หุ้นโลกโหมด Risk On เมินสงครามพุ่งทำนิวไฮ ด้านหุ้นไทยจับตารัฐจ่อกู้ 5 แสนล้านกู้วิกฤต GDP ชูเก็งกำไร DELTA-COM7-BBL ลุ้นโผ MSCI ชูหุ้น BEM, BBL, SCGP
บล. เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนโลกว่า ราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในโหมดตึงตัว โดยล่าสุดน้ำมันดิบ BRENT พุ่งขึ้นแตะระดับ 106 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยืดเยื้อ ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันจะยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงด้วยได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับการสู้รบระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่าได้มีการขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 3 สัปดาห์ หลังจากที่การหยุดยิงรอบแรก 10 วันจะสิ้นสุดลงในวันที่ 26 เม.ย. 2026
เปรียบเทียบอดีต สงครามเข้าสู่เฟส 2 ตลาดแกว่งตัวรอประเมินผลกระทบ ฝ่ายวิจัยมองว่า พัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลางปัจจุบันเริ่มเข้าสู่ช่วง “ผ่อนคลายลง” โดยไม่มีการโจมตีรุนแรงเหมือนช่วงแรก และราคาน้ำมันยังไม่ได้ทำจุดสูงสุดใหม่ (Peak) เมื่อเทียบเคียงกับวิกฤตในอดีตอย่างสงครามอ่าว (ปี 1990) และสงครามรัสเซีย-ยูเครน (ปี 2022) ประเมินว่าขณะนี้ตลาดกำลังอยู่ในช่วงที่ 2 (วิกฤตน้ำมันระยะกลาง 3-6 เดือน) ซึ่งราคาน้ำมันจะเริ่มย่อตัวลง และตลาดหุ้นจะผันผวนออกข้าง (Sideways) เพื่อรอดูการส่งผ่านผลกระทบไปยังเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน ก่อนที่จะสามารถฟื้นตัวได้ชัดเจนเมื่อราคาน้ำมันกลับสู่ระดับปกติ ในส่วนของทิศทางดอกเบี้ยโลก สัญญาณความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ของสหรัฐฯ ยังไม่สูงมากนัก สะท้อนจากส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield 10Y-2Y) ที่ยังคงเป็นบวก ประกอบกับข้อมูลจาก FED Watch Tool ที่ให้น้ำหนักเกือบทั้งหมดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ตลอดทั้งปี 2026
กนง. ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย – จับตา 5 นโยบายด่วนรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย แม้จะมีความกังวลว่าเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นจากราคาน้ำมันแพงอาจบีบให้ต้องขึ้นดอกเบี้ย แต่ส่วนต่างระหว่าง Bond Yield 10 ปี ของไทย กับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ยังไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงมากนัก จึงเป็นสัญญาณสะท้อนว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจจะยังไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้ ขณะเดียวกัน ภาครัฐได้เตรียมคลอด 5 นโยบายหลักเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นและปรับโครงสร้างระยะยาว ได้แก่:
ลดค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่าย: ผ่านแคมเปญไทยช่วยไทย ลดราคาสินค้า 25-58%, คูปองอุดหนุนค่าขนส่ง และผลักดันโครงการคนละครึ่งพลัส
ยกระดับสินค้าเกษตร: เน้นการแปรรูปเพิ่มมูลค่า และจัดตั้งล้งกลางรวมกลุ่มเกษตรกร
หนุน SMEs และชุมชน: สนับสนุนทักษะ (Upskill), เข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น และปราบปรามสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย
กระจายตลาดส่งออก: เจาะตลาดใหม่อย่างอินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเร่งเจรจา FTA กับยุโรปและเกาหลีใต้
ด้าน Digital และปลดล็อกกฎระเบียบ: นำ AI และ Big Data มาช่วยทำงาน พร้อมเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนใน 9 ธุรกิจเพื่อดึงดูดเม็ดเงิน FDI
กลยุทธ์การลงทุน: ลุ้นโผ MSCI ชูหุ้น BEM, BBL, SCGP ปัจจัยที่ต้องจับตาในตลาดหุ้นไทยคือ การปรับวิธีคำนวณ Free Float ใหม่ของดัชนี MSCI ซึ่งเน้นการปัดเศษให้ละเอียดขึ้น โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่าอาจสร้างแรงกดดันเล็กน้อยต่อหุ้น ADVANC และ TTB เฉพาะในรอบนี้เท่านั้น ในทางกลับกัน หุ้นที่มีโอกาสได้เข้าคำนวณในดัชนี MSCI Global Standard รอบเดือน พ.ค. 2026 นี้คือ PTTGC และ THAI
ฝ่ายวิจัยแนะนำหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน ได้แก่ BEM, BBL, SCGP และแนะนำเก็งกำไรในหุ้น THAI
