ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดกนง.ประชุม 29 เม.ย.นี้ คงดอกเบี้ยที่ 1% ตรึงยาวตลอดปี

HoonSmart.com>>”ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมิน กนง.ประชุม 29 เม.ย.นี้ คาดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% และตลอดปี 69 ท่ามกลางความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง ด้านอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในการประชุมกนง. วันที่ 29 เม.ย.2569 คาดว่าที่ประชุมจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยกนง. คาดว่าจะมีมุมมอง wait-and-see เพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับท่าทีของธนาคารกลางหลักหลายแห่งทั่วโลก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า แรงกดดันเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2569 จากต้นทุนด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมีนาคม 2569 ที่เร่งขึ้นมาอยู่ที่ 6.0% แม้ว่าเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ในเดือนเดียวกันยังคงติดลบเล็กน้อยที่ -0.08%

อย่างไรก็ดี คาดว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะทยอยส่งผ่านไปยังราคาผู้บริโภคในระยะข้างหน้า ขณะที่การส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อพื้นฐานจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเปราะบาง ทั้งนี้ แนวโน้มราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะจากประเด็นการเข้าถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์หลักของโลก

ทั้งนี้ รอประเมินข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ซึ่งจะประกาศในเดือนพ.ค. 2569 รวมถึงติดตามผลกระทบของสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อการบริโภค การลงทุน การผลิต การส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นในระยะถัดไป ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในไตรมาส 2/2569 ก่อนที่จะมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ตลอดทั้งปี 2569 โดยมีมุมมองว่าอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีประสิทธิผลจำกัดในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ และอาจยิ่งซ้ำเติมภาวะอุปสงค์ภายในประเทศให้ชะลอลงมากขึ้น

อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีประสิทธิผลจำกัดในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ และอาจยิ่งซ้ำเติมภาวะอุปสงค์ภายในประเทศให้ชะลอลงมากขึ้น แม้ว่าเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นและอาจเฉลี่ยสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง โดยแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก

ในขณะเดียวกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอาจไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นโยบายการคลังมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยภาครัฐมีแผนออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม ทั้งมาตรการทางการคลังและมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบและพยุงเศรษฐกิจได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้นโยบายดอกเบี้ยโดยรวม