HoonSmart.com>>หุ้นปูนซิเมนต์ไทย(SCC) เช้านี้ร่วงแรงกว่า 7% ตกใจบริษัทฯแจ้งหยุดเดินเครื่องชั่วคราวที่โรงงาน LSP เวียดนาม กลางเดือนพ.ค.นี้ บล.ฟินันเซียไซรัสคาดกระทบประมาณการกำไร 1,500 ล้านบาท หลังปิด ROC กระทบกำไรประมาณ 1,200 ล้านบาท แนะตั้งรับ ราคาทรุด 20 บาทน่าซื้อ ด้านบล.ดาโอ ปรับคำแนะนำลงเป็น “ถือ” แต่คงราคาเป้าหมายปี นี้ที่ 250 บาท
วันที่ 23 เม.ย.2569 ราคาหุ้น SCC ร่วงลงแรง 18 บาท หรือ -7.73%ซื้อขายที่ 215 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,816 ล้านบาท ณ เวลาประมาณ 11.08 น. จากราคาเปิดที่ 220 บาท
บล.ฟินันเซียไซรัส มอง SCC ร่วงรับข่าว negative surprise โรงงาน LSP ที่เวียดนามจะทำการผลิตจนถึงประมาณกลางเดือน พ.ค. แล้วหยุดเดินเครื่อง (Commercial shutdown) ชั่วคราวโดยยังไม่มีกำหนดเดินเครื่องใหม่ สะท้อนว่าสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง การปิด LSP ครึ่งปี คาดกระทบประมาณการกำไรของเรา 13% หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท เทียบกับการปิดโรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) กระทบกำไรประมาณ 1,200 ล้านบาท หากราคาหุ้นปรับลงมากกว่า 20 บาทเท่ากับวันที่ประกาศ force majeure ROC เป็นโอกาสซื้อ
LSP จะใช้เวลานี้ในการปรับปรุงเครื่องจักรและเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่จะ COD ปลายปี 2570 (กำหนดการเดิม)
ผลิตภัณฑ์ที่ได้จาก LSP ค่อนข้างเป็น Commodity grade การเดินเครื่องผลิตต่อไปอาจไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับต้นทุนน้ำมันและก๊าซที่สูง เพราะสินค้า Commodity grade ไม่สามารถขยับขึ้นราคาขายได้ดีเท่าสินค้าประเภท High value added products (HVA)
แม้สงครามยุติ ราคาน้ำมัน/แนฟทาจะยังไม่ปรับลงมาเท่าก่อนสงครามเพราะโรงกลั่นและ Infrastructure ที่เสียหายไปจำนวนมาก
การเลือกหยุดดำเนินการใน LSP เหลือโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC) แห่งเดียว อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า วัตถุดิบที่มีจะได้เพียงพอไปถึงประมาณ ก.ค. โดยใช้กำลังการผลิตในระดับ 80-90%
แม้กำลังการผลิตของ MOC (2.05 ล้านตัน/ปี) จะน้อยกว่า LSP (2.75 ล้านตัน/ปี) แต่ผลิต HVA ได้มากกว่า มีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้วัตถุดิบมากกว่า (ใช้แนฟทาหรือก๊าซในสัดส่วนที่ยืดหยุ่นได้มากกว่า)
ผลกระทบต่อกำไรคาดจำกัดแม้ว่าปริมาณขายจะลดลงจากโรงงานที่เดินเครื่องเพียง 1 ใน 3 แห่ง (ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3) แต่ Products spread ที่ยังอยู่ระดับสูง (สูงกว่าก่อนสงครามมาก) น่าจะชดเชยค่าใช้จ่ายของ LSP ~250 ลบ./เดือน และโรงงาน ROC (Force majeure ตั้งแต่ต้น เม.ย.) ~150 ลบ./เดือนได้ในระดับหนึ่ง
ทางด้านบล.ดาโอ กลับมามองเชิงลบอีกครั้งต่อแนวโน้มปริมาณขายรวม และมีมุมมองเชิงลบมากขึ้นต่อภาพรวมธุรกิจของ SCC ซึ่งเชื่อว่าจะเห็นปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีรวมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในครึ่งแรกของปี 2569 จากการหยุดดำเนินงานของทั้ง LSP และ ROC
LSP และ ROC มีกำลังการผลิต (nameplate capacity) รวมของเอทิลีน (ethylene), โพรพิลีน (propylene), HDPE, และ PP คิดเป็น 60%/50%/34%/32% ของ capacity โดยรวม
“เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ (olefins spread) ซึ่งได้ปัจจัยหนุนจากภาวะอุปทานขัดข้อง (supply shortage) จากผลกระทบของสงครามระหว่างอิสราเอล/สหรัฐอเมริกา-อิหร่าน”
HDPE spread เฉลี่ย QTD อยู่ที่ 535 เหรียญสหรัฐ/ตันเทียบกับ 324 เหรียญสหรัฐ/ตันในไตรมาส 1/69
PP spread เฉลี่ยอยู่ที่ 491 เหรียญสหรัฐ/ตัน เทียบกับ 330 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในไตรมาส 1/69
เราเห็นถึงความเสี่ยงขาลง (downside) ที่เป็นไปได้ต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของเราที่ 1.66 หมื่นล้านบาท (+18% YoY) จากแนวโน้มปริมาณขายรวมผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่อาจน้อยกว่าที่เราคาดที่ 3.1 ล้านตัน ในปี 69 (เทียบกับ 2.8 ล้านตัน ในปี 68) จากการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (sensitivity analysis)
ประเมินว่าทุกๆ 1 เดือนที่ LSP และ ROC หยุดดำเนินงาน จะกระทบปริมาณการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีรวม (PE, PP) ประมาณ 120 พันตัน (kt) ในขณะเดียวกันประเมินว่า ROC จะมีต้นทุนคงที่ประมาณ 150 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ LSP มีต้นทุนคงที่ ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อเดือน (รวมค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ย)
บล.ดาโอ ปรับคำแนะนำลงเป็น “ถือ” หุ้น SCC แต่คงราคาเป้าหมายปี 69 ที่ 250 บาท อิงวิธี SOTP เบื้องต้นยังคงประมาณการกำไรสุทธิและราคาเป้าหมายไว้เหมือนเดิม เนื่องจากมองโอกาส LSP และ ROC จะกลับมาดำเนินงานได้หากสงครามยุติและมีการเปิด Hormuz ภายในไตรมาส 2/69 แต่ราคาปัจจุบันสะท้อน upside เป้าหมายที่จำกัดแล้ว จึงปรับคำแนะนำลง
