HoonSmart.com >> GULF ประชุมผู้ถือหุ้นคึกคัก นโยบายลงทุนหุ้น AIS เดินมาถูกทาง นำมาจ่ายปันผลผู้ถือหุ้นมากขึ้น และธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์หนุน “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ซีอีโอ ยันไม่เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น KBANG ปักหมุดธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในยุโรป ตั้งเป้าการเติบโตปีนี้ 10-15%

การประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) วันที่ 10 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา มีผู้ถือหุ้นจำนวนมากเข้าร่วมประชุมคึกคัก หลังจากควบรวมกิจการกับบริษัท อินทัช (INTUCH) เป็นบริษัทใหม่ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ซึ่งการประชุมผู้ถือหุ้นผ่านไปด้วยดี มีมติเอกฉันท์ผ่านทุกวาระ
นาย สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) กล่าวว่า ผลดำเนินงานปีที่ผ่านมา บริษัทจ่ายเงินปันผลสำหรับผลดำเนินงาน 1.05 บาท/หุ้น และปันผลพิเศษ 2.20 บาท รวมเป็น 3.25 บาท จ่ายปันผล วันที่ 7 พ.ค.นี้ ซึ่งเงินปันผลพิเศษ เป็นการลงทุนในบริษัท AIS และธนาคารกสิกรไทย (KBANK) โดยเฉพาะเงินปันผลจาก AIS ส่งมาให้ผู้ถือหุ้น GULF เต็มที่ทั้ง 100%
“ การไปลงทุนใน AIS ดีและถูกต้อง ได้แวลูกลับมาที่กัลฟ์ ซึ่งนโยบายการจ่ายปันผลของกัลฟ์ ดูการขยายตัวของบริษัทเป็นหลักด้วย โดยบริษัทมีนโยบายปันผลต่อเนื่องกับผู้ถือหุ้น”
ซีอีโอ กล่าวอีกว่า บริษัท ฯ ไม่มีแผนเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นธนาคารกสิกรไทย ( KBANK) โดยคงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ 10% ต้นทุนการถือหุ้นต่ำ และมีเงินปันผลที่ได้มา
ส่วนธุรกิจ เวอร์ชวลแบงก์ (ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา) เป็นการลงทุนของ AIS ธนาคารกรุงไทย และกลุ่มปตท. (PTT) ซึ่ง GULF ไม่ได้เข้าลงทุนตรง เพราะไม่เกี่ยวกับธุรกิจหลัก เป็นเรื่องดาต้าที่มีอยู่ในแบงก์กรุงไทยค่อนข้างมาก ส่วน AIS มีข้อมูลคนใช้โทรศัพท์มือถือ และปตท. มีลูกค้า SME รวมทั้ง รีเทลซัพพลายเซนต่างๆ การเอาดาต้า ของ 3 กลุ่มมาใช้ในการปล่อยกู้ โดยนำ AI ช่วยได้ค่อนข้างดีและได้ทดสอบระบบในการปล่อยกู้ไปแล้ว
ปีนี้คงไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา ซึ่งจะมีการเติบโตในหลาย ๆ ทั้งด้านโดยเฉพาะธุรกิจ Data Center และ AI รวมถึง AIS แต่ธุรกิจที่เน้นหลักๆตอนนี้คือเรื่องของ Data Center มากกว่า
ส่วนแผนการขยายโรงไฟฟ้าพลังงานลมในต่างประเทศ ยอมรับบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาพลังงานลมหลายโครงการทั้งในประเทศสหรัฐฯ,ยุโรป และอังกฤษ

ปักหมุดลงทุนพลังงานหมุนเวียนในยุโรป-ขนส่ง LNG
ปัจจุบันบริษัทได้มีการเปิดสํานักงานในประเทศอังกฤษเพื่อดูเรื่องการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในทวีปยุโรป เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมาเรื่องของวิกฤตน้ํามัน ทําให้หลายประเทศกลับมาทบทวนเรื่องพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น และยุโรปก็มีหน่วยงานกํากับดูแลที่ค่อนข้างแข็งแรง ซึ่งคาดว่าจะมีการขยายตัวการลงทุนประเทศในแถบยุโรปและอังกฤษเพิ่มมากขึ้น
ด้านธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ LNG นอกเหนือจากการจัดตั้ง LNG Terminal และการนําเข้า LNG จากต่างประเทศแล้ว คาดว่าจะมีการดําเนินธุรกิจเรือขนส่ง LNG ด้วย ซึ่งจะเป็นธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นมาและคิดว่าในอนาคตจะเป็นส่วนที่ทํารายได้ได้มากขึ้น
ทั้ง 2 โครงการทั้ง ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในยุโรปและธุรกิจ LNG ถือเป็น Global Scale ไม่เหมือนธุรกิจพลังงานที่ทําในเมืองไทยที่มีขอบเขตจํากัดในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าหาก GULF ไปถึงจุดนั้นได้ ก็อาจจะมี Global Scale ของ LNG แพลตฟอร์มเทรดดิ้งหรือพลังงานหมุนเวียนในประเทศยุโรปมากขึ้น นายสารัชถ์ กล่าว
ส่วนด้านธุรกิจเวอร์ชวลแบงก์ (ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา) ซึ่งเป็นการลงทุนของ AIS กรุงไทย และกลุ่มปตท. ซึ่งทางบริษัทตัดสินใจไม่เข้าไปลงทุนโดยตรง เพราะคิดว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักเท่าไหร่นัก ซึ่งมองว่าเรื่อง DATA ที่มีมันอยู่ในกรุงไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นลูกค้าธนาคาร ส่วน AIS มีข้อมูลของคนใช้มือถือมาก และกลุ่ม ปตท.ก็มีพวกลูกค้ากลุ่ม SME และรีเทลซัพพลายเซนต่างๆ จึงทําให้การเอา DATA ของ 3 กลุ่มมาใช้ในการปล่อยกู้สามารถนํา AI เข้าช่วยได้ค่อนข้างดีและได้ทดสอบระบบในการปล่อยกู้ไปแล้ว โดยได้ความแม่นยําค่อนข้างสูง

ปี’ 69 ตั้งเป้าโต 10-15%
นางสาว ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF ตั้งเป้ารายได้ปี 69 เติบโตประมาณ 10-15% จากปีก่อน โดยจะมีโครงการใหม่ที่เปิดดําเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) เกือบ 700เมกะวัตต์ (MW) โดยแบ่งเป็นโครงการโซลาร์ฟาร์ม 10 โครงการ และโครงการโซลาร์แบตเตอรี่ 2 โครงการ รวมกว่า 600 MW รวมถึงโครงการขยะชุมชนที่จังหวัดเชียงใหม่ 10 MW นอกจากนี้ยังมีโครงการโซลาร์รูฟท็อปที่ทยอยเปิดไปจนถึงช่วงสิ้นปีนี้
ขณะที่รายได้ที่จะเติบโตขึ้นมาจากรายได้ของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐฯที่มีความต้องการใช้ไฟมากขึ้นจากภาคธุรกิจ Data Center และมีการรับรู้รายได้จากธุรกิจ Data Center ในประเทศที่ได้เปิดดําเนินการไปแล้วในช่วงกลางปีที่ผ่านมา
ปีนี้มีแผนออกหุ้นกู้ทั้งหมดมูลค่า 70,000 ล้านบาท โดยในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาออกหุ้นกู้ไปแล้ว 35,000 ล้านบาท และช่วงกลางปีนี้จะมีการออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ในต่างประเทศอีก 15,000 ล้านบาท รวมถึงออกหุ้นกู้สกุลเงินบาทในช่วงกลางเดือน ต.ค.69 อีกประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยจะเสนอขายให้กับสถาบันการเงินและประชาชนทั่วไป

ฐานะการเงินแกร่ง
ปัจจุบันบริษัทมี D/E อยู่ที่ระดับ 0.9 เท่า ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ํามาก เนื่องจากมีการควบรวมกับ INTUCH ทําให้ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงทําให้บริษัทสามารถขยายการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ได้ต่อไป ส่วนต้นทุนด้านเงินกู้ของทั้งกลุ่มบริษัทอยู่ที่ระดับ 3% โดยแบ่งเป็นดอกเบี้ยคงที่ 95% และลอยตัวระดับ 5% จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามยอมรับปัจจุบันอัตราหนี้สินต่ออิบิด้า (Net Debt to EBITDA) ของบริษัทอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เนื่องจากมีโครงการที่อยู่พัฒนาจํานวนหลายโครงการ ซึ่งแต่ละโครงการต้องใช้เวลาก่อสร้างหลายปี ทําให้ในช่วงนี้บริษัทดองเงินกู้มา ในขณะที่ EBITDA ยังไม่ได้เข้ามาก็อาจทําให้สัดส่วนอยู่ในระดับสูง แต่เมื่อไหร่ที่โครงการเปิดดําเนินการแล้วเราจะรับรู้กระแสเงินสดในระยะยาว โดยมองว่า Net Debt to EBITDA ของบริษัทจะเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 71 เป็นต้นไป เพราะจะมีรายได้จากโครงการที่ทยอย COD เข้ามามากขึ้น นอกจากนี้ยืนยันบริษัทไม่มีแผนเพิ่มทุนในตอนนี้
สงครามในตะวันออกกลาง
การนำเข้า LNG จากต่างประเทศ ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางมากนัก เนื่องจาก GULF กระจายนําเข้าจากหลายแห่งทั่วโลก ไม่ได้นําเข้าจากตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว และจัดหาแหล่งอื่น เช่น ประเทศไนจีเรียมาทดแทนได้
ส่วนราคาก็ปรับตัวผันผวนไปตามตลาดที่เป็นไป แต่คิดว่าถือเป็นการปรับราคาตามปกติไป ส่วนที่จะมีผลกระทบบ้างคือค่า FT ที่จะเกิดขึ้นกรณีรัฐบาลไม่ปรับขึ้นค่า FT ให้สะท้อนกับต้นทุนของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ํามัน ก๊าซฯ และอัตราแลกเปลี่ยนต่างๆ ซึ่งจะกินเนื้อในส่วนของผลประกอบการของบริษัทบ้างในส่วนที่ขายไฟให้กับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม (IU) ซึ่งสัดส่วนลูกค้ากลุ่มดังกล่าวของบริษัทไม่ได้มีมากนักมีเพียงแค่ระดับ 7%
ด้านผลกระทบทางอ้อม อาจมีผลต่อ AIS เรื่องกําลังซื้อที่หดหายไป ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่น่ามีอะไร เพราะ GULF และ AIS ได้การออกพันธบัตรไว้ล่วงหน้าก่อนที่สงครามในตะวันออกกลางจะเกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าภาพใหญ่คงไม่ได้มีผลกระทบอะไรที่เป็นนัยสําคัญมากนัก
นอกจากนี้มองปัญหาธุรกิจ Data Center (ศูนย์ข้อมูล) ที่เกิดขึ้นตอนนี้คือมีพวกที่มาลงทุนจากต่างประเทศจํานวนมาก ซึ่งจะกลายเป็นลักษณะเหมือนทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งรัฐบาลต้องเข้ามาหาทางจัดการอะไรซักอย่าง เพราะพฤติกรรมการลงทุนคือมาจองพื้นที่และซื้อวัสดุจากต่างประเทศทั้งหมดกว่า 100% ซึ่งคิดว่าเป็นข้อเสียเปรียบของประเทศไทยและเป็นการเพิ่มต้นทุนโดยไม่มีความจําเป็น

