‘ไทยออยล์’จัดประชุมผู้ถือหุ้นปี 69 เดินหน้าผลิตเต็มประสิทธิภาพ

HoonSmart.com>>บริษัท ไทยออยล์ (TOP) ได้จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 รายงานผลการดำเนินงานในปี 2568 ซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 1.80 บาท หักเงินปันผลระหว่างกาล  0.80 บาท คงเหลืองวด 6 เดือนหลัง 1 บาท/หุ้น

ในปี 2568 ไทยออยล์ ได้ดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ มีแผนปฏิบัติการเชิงรุกและการบริหารจัดการความเสี่ยงรองรับสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงความท้าทายและความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ทำให้ภาพรวมธุรกิจอยู่ในระดับดี โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

1. เสริมสร้างความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจปัจจุบัน ผ่านการดำเนินงานปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามวาระของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ และหน่วยสนับสนุนที่เกี่ยวข้องสำเร็จตามแผนงานที่กำหนด

2. ดำเนินโครงการสำคัญตามแผนกลยุทธ์ โดยเดินหน้าก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมดำเนินการจัดจ้างที่ปรึกษาและบริษัทผู้รับเหมารายใหม่ ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย และควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด

3. เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับน่าลงทุน ดังนี้
1. การดำเนินโครงการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
2. การเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน โดยได้รับการสนับสนุนจาก ปตท. ในการขยายวงเงินเครดิตที่ใช้
ในการจัดซื้อน้ำมันดิบ
3. การลดระดับหนี้สินและจัดการโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะสม ประกอบด้วย การไถ่ถอนหุ้นกู้
สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ การชำระคืนเงินกู้กับสถาบันการเงินก่อนกำหนด และการออกหุ้นกู้
ชั่วนิรันดร์มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

4. การบริหารจัดการด้านความยั่งยืน ปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 โดยแสวงหาการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 36,115 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2568 พร้อมทั้ง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยผสมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน

สำหรับผลประกอบการในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานสุทธิรวม 3,171 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้รับปัจจัยบวกจากรายการพิเศษ ได้แก่ กำไรจากการไถ่ถอนหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ 4,042 ล้านบาท และกำไรจากการต่อรองราคาเข้าซื้อธุรกิจของบริษัทร่วมในประเทศสิงคโปร์ 7,371 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 14,584 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค. 2569 บริษัทฯ ได้ดำเนินการผลิตอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยใช้อัตราการกลั่นสูงสุด (Refinery Utilization Rate) ที่ระดับ 113% พร้อมเร่งปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น อาทิ แอฟริกาและอเมริกา เพื่อทดแทนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง แม้ว่าต้นทุนที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย จะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นจากระดับปกติ 18.7 ล้านลิตรต่อวันเป็น 19.8 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่เพิ่มขึ้น พร้อมเปิดให้บริการคลังน้ำมันที่โรงกลั่นตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนการกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังสถานีบริการและผู้ค้าส่ง ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และวางแผนจัดหาน้ำมันดิบอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน