“ซุน คอร์ป” ยื่นไฟลิ่ง เตรียม IPO 196.24 ล้านหุ้น เข้า SET

HoonSmart.com>> “ซุน คอร์ป ”  (SUEN)  ยื่นไฟลิ่ง IPO จำนวน 196.24 ล้านหุ้น เข้าจดทะเบียนตลาด SET ยกระดับศักยภาพธุรกิจ-เสริมความแข็งแกร่ง ตั้ง “ฟิน พลัสฯ” เป็นที่ปรึกษาการเงิน

เสกสรรค์ ธโนปจัย

นายเสกสรรค์ ธโนปจัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟิน พลัส แอดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินบริษัท ของบริษัท ซุน คอร์ป  (SUEN)  กล่าวว่า ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 196.24 ล้านหุ้น หรือ  25.82% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ  คาดเข้าจดทะเบียนในตลาด SET

วัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายสาขาของธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและสินค้าทั่วไปที่ใช้ในบ้าน, ขยายสาขาของธุรกิจผลิตคอนกรีตผสมเสร็จและผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป, ขยายกำลังการผลิตของธุรกิจเหมืองแร่หินอุตสาหกรรม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

SUEN  มีทุนจดทะเบียน  380.00 ล้านบาท หุ้นสามัญ  760.00 ล้าน หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ทุนชำระแล้ว  281.88 ล้านบาท หรือ  563.76 ล้าน หุ้น

วิเศษศักดิ์ ระเบียบพนา

นายวิเศษศักดิ์ ระเบียบพนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SUEN กล่าวว่า บริษัท ฯ  ดำเนินธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและสินค้าทั่วไปที่ใช้ภายในบ้าน แบรนด์  “We MAKE” และ “Riki Riki”

ธุรกิจผลิตคอนกรีตผสมเสร็จและผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป ภายใต้ชื่อทางการค้า “SC” และธุรกิจเหมืองแร่หินอุตสาหกรรม

กลุ่มธุรกิจออกเป็น 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจศูนย์จำหน่ายวัสดุก่อสร้างและสินค้าทั่วไปที่ใช้ในบ้าน ดำเนินงานโดยบริษัท วี โฮม โซลูชั่น จำกัด (“WH”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท โดยดำเนินธุรกิจศูนย์จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ภายใต้ชื่อทางการค้า “We MAKE” และสินค้าทั่วไปที่ใช้ภายในบ้าน ภายใต้ชื่อทางการค้า “Riki Riki” ที่เน้นความสะดวกในการซื้อ เข้าถึงง่าย ราคามาตรฐาน และบริการจัดส่งสินค้าที่รวดเร็ว โดยจำหน่ายทั้งผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง รวมถึงของใช้ในบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์

ธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จ และผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป ดำเนินงานโดย บริษัท ซุน คอร์ป  ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสมเสร็จ และผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปให้แก่กลุ่มลูกค้าต่าง ๆ อาทิ กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้รับเหมาก่อสร้างทั้งงานภาครัฐและเอกชน ครอบคลุมพื้นที่ในแถบภาคตะวันออก โดยเฉพาะในจังหวัดระยองและชลบุรี ด้วยความมุ่งมั่นในการขยายธุรกิจให้เติบโตต่อเนื่อง การพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การจัดส่งสินค้าที่ตรงต่อเวลา ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการขาย ส่งผลให้บริษัทมีการขยายสาขาที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินแกรนิตเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง ดำเนินงานโดยบริษัท ศิลาธารา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท มีการผลิตหินแกรนิตเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยเฉพาะการใช้งานเป็นวัสดุก่อสร้างเพื่อการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จและคอนกรีตสำเร็จรูปของกลุ่มบริษัท และการจำหน่ายให้แก่ลูกค้าภายนอกในธุรกิจผลิตและจำหน่ายคอนกรีตผสมเสร็จและคอนกรีตสำเร็จรูป ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

สำหรับรายได้ของกลุ่มบริษัทแยกตามประเภทธุรกิจ สามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) รายได้จากธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและสินค้าทั่วไปที่ใช้ในบ้าน 2) รายได้จากธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จและคอนกรีตสำเร็จรูป และ 3) รายได้จากธุรกิจเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินแกรนิตเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง

กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ ปี 2566 – ปี 2568 เท่ากับ 117.65 ล้านบาท 240.05 ล้านบาท และ 256.70 ล้านบาท ตามสำดับ คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 3.85%, 7.26% และ 7.15% ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายและบริการรวมในปี 2566-2568 อยู่ที่ 3,044.35 ล้านบาท 3,297.07 ล้านบาท และ3,578.18 ล้านบาท ตามลำดับ

“จุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดจากการเล็งเห็นถึงโอกาสและศักยภาพในการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ภาคการก่อสร้าง และภาคอสังหาริมทรัพย์ จากการขยายตัวของการก่อสร้างและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (Eastern Seaboard Development Program) ซึ่งได้มีการขยายโครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้มีความต้องการธุรกิจวัสดุก่อสร้างและบริการที่เกี่ยวข้อง จึงได้ก่อตั้งบริษัท” นายวิเศษศักดิ์ กล่าว

บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการภายหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และการจัดสรรทุนสำรองต่างๆ ทุกประเภท ตามที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท