HoonSmart.com>>ข่าวดีโลก!”ทรัมป์”ประกาศหยุดโจมตี 2 สัปดาห์ “อิหร่าน”เปิดทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซปลอดภัย ทุบราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดิ่งแรงเหลือ 93 เหรียญ หนุนหุ้นทั่วโลกกระโดดขึ้น ดาวโจนส์ล่วงหน้าพุ่งขึ้น 1,000 จุด ตลาดเอเชียนำโดยเกาหลีใต้ทะยานขึ้น +6.87% ไทย +1.41% จ่อ 1,500 เงินต่างชาติบุกซื้อหุ้น 2,700 ล้านบาท ตราสารหนี้ 18,726 ล้านบาท เงินบาทแข็งโป๊ก 31.98 ทองเพิ่มขึ้น 650 บาท ราคาน้ำมันดีเซลลดลง 2.14 บาท นักกลยุทธ์เชียร์ไฟฟ้า-ท่องเที่ยว-ขนส่ง

วันที่ 8 เม.ย.2568 โลกได้รับข่าวดี ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศระงับการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในขณะที่อิหร่านตกลงที่จะเปิดทางให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปอย่างปลอดภัย ทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงแรง เบรนท์หลุดมาซื้อขายแถว 93 เหรียญ/บาร์เรล ราคาทองคำเพิ่มขึ้น หุ้นทั่วโลกดีดขึ้นแรง เอเชียนำโดยเกาหลีใต้กระโดดขึ้น +6.87% ญี่ปุ่น+5.39% ส่วนไทย เพิ่มขึ้น 1.4% ตลาดยุโรปพุ่งมากกว่า 4% ดาวโจนส์ล่วงหน้าพุ่งขึ้น 1,000 จุด
ในส่วนตลาดหุ้นไทยระหว่างวัน ดัชนี SET จ่อ 1,500 ขึ้นไปสูงสุดแตะ 1,491.26 จุด ก่อนมาปิดที่ 1,485.03 จุด เพิ่มขึ้น 20.60 จุด หรือ +1.41% มูลค่าซื้อขายรวม 66,928.6 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2,700.20 ล้านบาท และซื้อตราสารหนี้ 18,726 ล้านบาท รวมเป็นเงินประมาณ 21,426 ล้านบาท ทำให้เงินบาทแข็งหลุด 32.00 มาที่ 31.98 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่ารอบ 1 เดือนนำภูมิภาค ส่วนราคาทองคำเพิ่มขึ้น 650 บาท
ดัชนี SET เปิดกระโดดเช่นเดียวกับตลาดเอเชีย โดยมีแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ DELTA ขนส่ง ธุรกิจเกี่ยวกับท่องเที่ยว โรงพยาบาล เช่าซื้อ โรงไฟฟ้า ที่เคยได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันพุ่งขค่นแรงและเร็ว ขณะเดียวกันขายหุ้นพลังงานต้นน้ำ นำโดย PTTEP และปิโตรเคมีบางตัว เช่น IVL
ด้านบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ วิเคราะห์เรื่องเช้านี้ตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มเห็นแสงสว่างชั่วคราว เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศระงับแผนการโจมตีอิหร่านออกไปอีก 2 สัปดาห์ จากเดิมที่เส้นตายคือเช้าวันนี้เวลา 07.00 น. (ตามเวลาไทย) ขณะที่ฝั่งอิหร่านตอบรับด้วยการการันตีความปลอดภัยในการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตรียมเปิดโต๊ะเจรจาที่ปากีสถาน สร้าง Sentiment เชิงบวกที่รุนแรงในระยะสั้น ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกดีขึ้น สะท้อนจากเช้านี้ DJIA Future ที่พุ่งขึ้น +1.9%DoD และราคาน้ำมันเบรนท์ดิ่งลง -14% สู่ระดับ 93.5 เหรียญ/บาร์เรล ช่วยลดแรงกดดันต้นทุนและเงินเฟ้อลงทันที รวมทั้งตลาดหุ้นในเอเชียปรับขึ้นราว 3-5%
“หุ้นมีโอกาสดีดขึ้นกลับไปทดสอบแนวต้านที่ 1,480-1,500 จุด หากเกิดข้อตกลงสันติภาพถาวร คาด SET มีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 1,530 จุด”บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ระบุ
กลยุทธ์การลงทุน เน้นจัดสรรพอร์ตแบบปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ (Adaptive Allocation) นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และมีความคาดหวังเชิงบวกต่อผลการเจรจา แนะนำให้ปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับระยะเวลาและความผันผวนที่จะเปลี่ยนรูปแบบไป ดังนี้
1. ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์) : เน้นเล่นเก็งกำไรดีดสั้น (Tactical Play) ในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับฐานและบาทแข็งค่า รวมทั้ง Supply Chain ฟื้น อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) ท่องเที่ยว (CENTEL ERW MINT) โรงพยาบาลระดับบน (BH BDMS) ยานยนต์ (AH SAT) รวมทั้งหุ้น SET50 ที่เป็นเป้าหมาย Short Covering โดยราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ตั้งแต่เกิดวิกฤต ได้แก่ BTS,LH,MINT,AWC, BDMS,HMPRO,OR,CPALL
ข้อควรระวัง: ต้องมีจุด Stop Loss ที่ชัดเจน เพราะหากการเจรจาล้มเหลว หุ้นกลุ่มนี้จะถูกเทขายกลับทันที นอกจากนี้ยังแนะนำระมัดระวังแรงขายระยะสั้นใน 1) หุ้นพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) หลังราคาน้ำมันปรับฐาน และ 2) ทองคำ (Gold) และหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ (Defense) จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่หายไป
2. ระยะกลาง (3-6 เดือน): เน้นทยอยสะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือภาวะเงินเฟ้อสูงจากฐานราคาน้ำมันใหม่ที่ยังทรงตัวสูงกว่าในอดีต ได้แก่ สื่อสาร (ADVANC TRUE) การแพทย์ (BDMS BH CHG BCH) และพาณิชย์ (CPALL CPAXT BJC CPN)
3. ระยะยาว (6-12 เดือน+): เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมฯ ที่ตอบโจทย์การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ ได้แก่ GULF,GPSC, BGRIM,GUNKUL,WHA,AMATA
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำและกังวลการเจรจาล้มเหลว แนะนำถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อรักษาความคล่องตัว ลดผลกระทบจากความผันผวนของ Bond Yield พร้อมทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ช่วยลดแรงกระแทกหากน้ำมันกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง เช่น PTTEP (ตั้งจุด Trailing Stop เสมอ) นอกจากนี้ควรสะสมหุ้น High Dividend (Yield > 5%) เพื่อสร้างกระแสเงินสดและจำกัด Downside ของพอร์ตระยะสั้น เช่น KTB,KTC, KBANK, KKP ,TISCO,BAM, AP TLI (สะสมก่อน XD ใน เม.ย.-พ.ค.)
อ่านข่าวอื่นๆ : https://hoonsmart.com/archives/412956
