เจพีฯลดน้ำหนัก 4 แบงก์ใหญ่ เพิ่มราคา TTB-TISCO

HoonSmart.com>>บล.เจพีมอร์แกนวิเคราะห์ธุรกิจธนาคารไทย NIM แคบลงปีนี้ ปรับลดราคาเป้าหมายหุ้น 4 แบงก์ใหญ่ KTB -BBL-SCB-KBANK  เพิ่ม TTB เป็น 2.40 บาท และ TISCO 105 บาท  บล.ทรีนีตี้ ประเมินหุ้นไตรมาส 2 ดัชนีดีสุดมีโอกาสแตะ 1,530 จุด และต่ำสุด 1,260 จุด ขึ้นอยู่กับการปรับประมาณการกำไรต่อหุ้นเป็นสำคัญ แนะมีหุ้น 4 กลุ่มเป็นหลุมหลบภัยที่ดี เชียร์ ADVANC,TRUE,BDMS, BCH, CHG, BJC, CPAXT,AMATA, WHA

บล.เจพี มอร์แกนออกบทวิเคราะห์วันที่ 3 เม.ย.2569 วิเคราะห์กลุ่มการเงินอาเซียน ในส่วนของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโตต่ำ อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและดอกเบี้ยต่ำ มีผลต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของธนาคารใหญ่ 4 แห่ง จึงมีการปรับราคาเป้าหมาย โดย KTB ถูกปรับลดคำแนะนำเป็น Underweight ราคาเป้าหมายใหม่ 32 บาท (จากเดิมคาด 31 บาท)

BBL ถูกปรับลดคำแนะนำเป็น Neutral ราคาเป้าหมายเหลือ 180 บาท (จากเดิม 200 บาท)

SCB ถูกปรับลดคำแนะนำเป็น Underweight ราคาเป้าหมาย 115 บาท (จากเดิม 150 บาท)

KBANK  ให้ Neutral ปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 200 บาท (จากเดิม 210 บาท)

TTB ให้ Neutral ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 2.40 บาท (จากเดิม 2 บาท)

TISCO ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น Neutral ราคาเป้าหมาย 105 บาท (จากเดิม 100 บาท)

ทางด้านนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ประเมินว่ากรอบการแกว่งตัวของ SET Index ในไตรมาส 2 /2569จะมีเส้นแบ่งความถูก-แพงอยู่ที่บริเวณ 1,390 – 1,400 จุด ขณะที่ในกรณีเลวร้าย (Worst-case scenario) แนวรับด้านล่างจะอยู่ที่บริเวณ 1,260 – 1,290 จุด ด้านแนวต้าน มองว่าระดับดัชนีที่มีโอกาสไปได้ไกลสุด ยังคงเป็นแนวต้านระดับเดิมที่เคยให้ไว้ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา นั่นก็คือที่ระดับ 1,530 จุด

ทั้งนี้ การแกว่งตัวของ SET Index ในช่วงถัดไป จะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของกำไรต่อหุ้น(EPS)ของบจ.เป็นสำคัญ เนื่องจากในฝั่งของตัวคูณ Valuation ในตลาด (Multiple) นั้น น่าจะเริ่มนิ่งแล้ว หลังมีความมั่นใจว่าธปท.จะมีการคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ไปตลอดจนกระทั่งถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้ระดับ Forward PE ที่เหมาะสมในกรณี Conservative Base และ Best case อยู่ที่ระดับเดิมกับช่วงต้นปีที่ 13.8 เท่า , 14.8 เท่า และ 15.9เท่า ตามลำดับ

สิ่งที่เป็นกังวลใจเล็กๆในช่วงต้นไตรมาส 2 คือประมาณการกำไรของบจ.ในตลาดที่ยังไม่มีทิศทางการปรับตัวลงมากนัก ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าในช่วงแรก กลุ่มหุ้นโภคภัณฑ์เห็นการขยับขึ้นของคาดการณ์กำไรตามราคาพลังงาน และยังอยู่ในช่วงของการรอปิดงบประจำไตรมาส 1 อยู่ ดังนั้นหากเข้าสู่เดือนเม.ย.-พ.ค.ที่มักจะมีการประชุม Preview และ Review ผลประกอบการของนักวิเคราะห์เมื่อไหร่ ประเมินว่าช่วงนั้นอาจจะได้เห็นการออกมาให้แนวโน้มประจำปีของผู้บริหารบริษัทต่างๆในโทนลบมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของระลอกการปรับลดประมาณการในตลาดได้

อย่างไรก็ตาม ภาพของผลประกอบการบจ.คงจะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับภาพเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากยังพอมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ช่วยหักล้างผลกระทบเชิงลบวได้ เช่นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ กลุ่ม Oil & Gas กลุ่มปิโตรเคมีบางตัวที่ไม่มีปัญหาในการเข้าถึงวัตถุดิบ และกลุ่ม Soft commodities   จึงประเมิน Downside risk ของ EPS จากวิกฤติสงครามครั้งนี้ในกรณีฐานอยู่เพียงระดับ 3% จากช่วง Pre-war ในขณะที่กรณีเลวร้ายสุด ประเมินอยู่ที่ระดับ 5%

ทรีนีตี้ได้ทำการแบ่งฉากทัศน์ (Scenario) ของแนวโน้ม EPS ประจำปี 2569 ไว้ 3 กรณีดังต่อไปนี้

1) ในกรณีดีที่สุด หรือฉากทัศน์ที่ EPS ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากคาดการณ์เดิม หรือหมายความว่าการปรับขึ้นของกำไรกลุ่ม Oil & Gas จากการปรับขึ้นของราคาพลังงาน สามารถที่จะชดเชยกลุ่มอื่นๆ ได้ทั้งหมด ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับเดียวกันกับช่วงต้นปีที่ 96.4 บาท

2) กรณีที่ EPS มีการปรับลดลงจากช่วงก่อนสงครามราว 3% ซึ่งมีแนวโน้มเป็นฉากทัศน์ในกรณีฐานของเรา สมมติฐานในกรณีนี้คือราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะอยู่ในระดับสูงเกิน 100 เหรียญฯ/บาร์เรลเป็นเวลา 1 เดือนโดยประมาณ น่าจะทำให้สุทธิแล้ว ผลกระทบเชิงลบที่มีต่อหุ้นกลุ่ม Non-Oil & Gas เริ่มมีมากกว่าผลกระทบเชิงบวกที่มีต่อกลุ่ม Oil & Gas ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับ 93.5 บาท

3) กรณีที่ EPS มีการปรับลดลงจากช่วงก่อนสงครามราว 5% ซึ่งถือเป็นกรณีเลวร้ายสุดที่เราประเมินไว้ คือภาวะสงครามมีความยืดเยื้อจนทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนสูงกว่าระดับ 100 เหรียญฯ/บาร์เรล ยาวนานกว่าระยะ 1 เดือนขึ้นไป ซึ่งน่าจะทำให้สุทธิแล้ว ผลกระทบเชิงลบที่มีต่อหุ้นกลุ่ม Non-Oil & Gas มีมากกว่าผลกระทบเชิงบวกที่มีต่อกลุ่ม Oil & Gas อย่างเห็นได้ชัด ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับ 91.6 บาท

ในกรณีดีสุด เมื่อนำระดับ EPS คาดการณ์ที่ 96.4 บาท มาคูณกับ Forward PE ในกรณี Best case ที่ 15.9 เท่า จะได้ระดับ SET Index ที่เหมาะสมอยู่ที่ 1,530 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเดิมที่เราเคยให้ไว้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในทางกลับกัน ในกรณีเลวร้ายสุด หากนำระดับ EPS คาดการณ์ที่ 91.6 บาทมาคูณกับ Forward PE ในกรณี Conservative ที่ 13.8 เท่า ก็จะได้ระดับ SET Index ที่เหมาะสมอยู่ที่ 1,260 จุด และหากนำดัชนีทั้ง 2 ระดับดังกล่าวที่ 1,530 และ 1,260 จุดมาหาค่าเฉลี่ย จะได้ว่าระดับ SET Index กึ่งกลางที่มองว่าเป็นเส้นแบ่งของความถูกความแพงในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ จะอยู่ที่ระดับ 1,390-1,400 จุดโดยประมาณ

“จากกรอบแนวคิดวิธี PE Model และการใส่สมมติฐานคาดการณ์กำไรบจ.ทั้งในกรณี Best case และ Worst case ทำให้มั่นใจอย่างสูงว่า SET Index ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดของปีนี้ไปแล้วที่ระดับ 1,550 จุด ขณะเดียวกันโมเดลของเราก็บ่งชี้ว่า SET Index น่าจะไม่ลงไปที่จุดต่ำสุดที่เป็นจุดตั้งต้นของปีนี้ที่ระดับ 1230 จุดเช่นกัน”นายณัฐชาตกล่าว

สำหรับทิศทางการลงทุนหุ้นในเดือนเม.ย. 2569 ประเมินภาพ SET Index อาจจะยังมีความผันผวนต่อ กลยุทธ์ที่น่าสนใจคือ การ Selective ไปยังกลุ่มหุ้นที่เป็นหลุมหลบภัย (Bunker stocks) และกลุ่มที่มีความเสี่ยงทางด้าน Earnings ที่กำลังจะประกาศออกมาในช่วงถัดไปค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ อาทิเช่น

1. กลุ่มหุ้นผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่มีอำนาจในการตั้งราคาสูง เช่น ADVANC, TRUE

2. กลุ่มโรงพยาบาลที่ไม่ได้อิงกับผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางมากนัก เช่น BDMS, BCH, CHG

3. กลุ่มค้าปลีกจำเป็นขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนค่าไฟในระดับต่ำ เช่น BJC, CPAXT

4. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่เห็นการเร่งตัวของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เช่น AMATA, WHA

ตลาดหุ้นวันที่ 3 เม.ย.2569 ดัชนี SET ปิดที่ 1,454 จุด ลดลง 11.72 จุด หรือ -0.80% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 42,563.62 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติพลิกมาขายสุทธิ 1,853.15 ล้านบาท สถาบันขายด้วย 1,816.20 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนไทยซื้อสุทธิ 3,550.49 ล้านบาท พอร์ตบล.ซื้อ 118.86 ล้านบาท

 

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–