HoonSmart.com>> สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เผยผลสำรวจมุมมองการลงทุนปี 2569 คาด GDP ไทยโตเฉลี่ย 1.72% มองทิศทางหุ้นไทยเป็นบวกจากปัจจัยในประเทศ พร้อมแนะวิธีจัดพอร์ตรับมือความผันผวน

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน รวม 25 สำนัก เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนปี 2569 ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้
สมมติฐานหลัก
- ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปีนี้ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
- สมมติฐาน GDP ปี 69 ผู้ที่คาดต่ำสุดที่ 5% และผู้คาดสูงสุดที่ 2% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.72% ปรับขึ้นจากเดิมที่ 1.67% (ม.ค.69)
- Risk Free Rate ที่ใช้ในการประเมินมูลค่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 04%
- Risk Premium ของตลาดหุ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 07%
สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปี 2569 แบ่งเป็น
– ปัจจัยบวก นำโดย ปัจจัยด้านการเมืองในประเทศ ผู้ตอบแบบสำรวจ 92% เทคะแนนให้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลบวก และรองลงมาผู้ตอบ 76% โหวตให้ Fund Flows จากต่างประเทศสู่ตลาดหุ้นไทย ซึ่งเป็นเพียง 2 ปัจจัยที่มีผู้โหวตมากกว่า 50% ของจำนวนผู้ตอบ
– ส่วนปัจจัยลบ มีถึง 7 ปัจจัยที่โหวตมาเกิน 50% ของผู้ตอบได้แก่ สถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล ผู้ตอบ 92% มองว่าเป็นผลลบ รองลงมาสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก มีผู้ตอบ 84% ตามมาด้วยการลดหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศสำคัญทั่วโลก ผู้โหวต 72% และปัจจัยด้านเศรษฐกิจต่างประเทศทั้ง อเมริกา ยุโรป เอเชีย มีผู้ตอบ 60% ตามลำดับ
- ปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในไตรมาส 2 คือ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่
- ด้านคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ณ สิ้นปี 2569 มีนักวิเคราะห์ร้อยละ 83 มองว่าจะคงที่ที่ 1% รองลงมา ผู้ตอบร้อยละ 25 มองว่าอาจลดลงมาที่ 0.75% และมีผู้ตอบเพียงร้อยละ 4.17 มองว่าจะลดลงได้ถึง 0.5% (ณ ปัจจุบัน 1 เมษายน อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1%)
- ทางด้านคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2569 ของตลาดเฉลี่ยได้ที่ 87.64 บาท ปรับลดลงจากผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 91.17 บาทต่อหุ้น และคาดว่า EPS Growth ของปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 4.76%
- ทางด้านคาดการณ์ทิศทางหุ้นไทยมีแนวโน้มไปในทิศทางบวก คาดว่าจะปิดสิ้นไตรมาสแรกที่ 1464 จุดและเมื่อมองตลอดปี จะแกว่งตัวในกรอบ 1310 ถึง 1570 จุด โดยไปปิดสิ้นปี 2569 ที่ 1516 จุด
- นักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น
o เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 14.82%
o กองทุนตราสารหนี้ 17.40%
o หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 26.8%
o หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 27%
o ทองคำหรือกองทุนทองคำ 9.08%
o กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 3.7%
o สินทรัพย์อื่นๆ เช่น สินทรัพย์ทางเลือก หรือกองทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ 1.2%
โดยความเห็นต่อการลงทุนหุ้นต่างประเทศ / กองทุนหุ้นต่างประเทศ แนะนำกลุ่มเทคโนโลยี เน้น AI / Data Center / Semiconductor กลุ่มพลังงาน (นิวเคลียร์) และ โครงสร้างพื้นฐาน Selective Asia เช่น จีน เกาหลี อินเดีย ญี่ปุ่น
ทั้งนี้มีหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศและทองคำ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (DR) ที่แนะนำตรงกันตั้งแต่ 10 สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ) ได้แก่ AAPL80 BABA80 NVDA80
สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดค้าปลีก พลังงานและสาธารณูปโภค การแพทย์ เทคโนโลยีและการสื่อสาร ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดปิโตรเคมี และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
รายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 6 สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ)
- ADVANC มองว่ากำไรมีการเติบโตดี ธุรกิจไม่อิงปัจจัยภายนอกมากนัก
- AMATA คาดยอดขายที่ดินปีนี้กลับมาเพิ่มขึ้น มาร์จิ้นแข็งแกร่งต่อเนื่อง ซึ่งหนุนรายได้และกำไรต่อเนื่อง
- BDMS แนวโน้มผลประกอบการดี มีโอกาสฟื้นตัวหลังสงครามตะวันออกกลางจบ
- GULF แนวโน้มกำไรปกติปี 2026 มีโอกาสเติบโต YoY ได้ทุกไตรมาส จากการรับรู้รายได้โครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ที่ COD เพิ่มเติมต่อเนื่อง และค่าความพร้อมจ่ายในตลาดไฟฟ้าของสหรัฐฯที่สูงขึ้น รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ที่เติบโตต่อเนื่อง และการรับรู้เงินปันผลจาก KBANK เพิ่มขึ้นจากปี 2025 หลังเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจาก 5% เป็น 10%
- KTB มองว่ากำไรมั่นคง ได้รับการสนับสนุนจากงานภาครัฐ มีปันผลสูง
- TRUE อยู่ในกลุ่มสื่อสารที่เป็น Defensive & Dividend Play ซึ่งเหมาะกับการลงทุนในช่วงที่สินทรัพย์ลงทุนทั่วโลกกำลังกังวลกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังเป็นกลุ่มที่กำไรปีนี้มีการเติบโต จากโครงสร้างรายได้ที่ไม่ถูกกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ หรือภาวะสงคราม และต้นทุนที่ลดลงตามต้นทุนค่าคลื่นที่ถูกลง
สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง กลุ่มโรงไฟฟ้า เนื่องจากต้นทุนก๊าซสูง และหุ้นสายการบินที่มีหนี้สูง ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันแพง
ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ โดยกล่าวถึงมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แยกเป็น
- เสนอด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน สร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน (TISA) และการปรับโครงสร้างสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การดึงดูดเงินทุนต่างชาติ (FDI) และกลุ่ม Deep Tech และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนเทคโนโลยี/AI
- เสนอให้เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ระบบขนส่งทางราง เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจ
- เสนอนโยบายช่วยเหลือภาคประชน ได้แก่ การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ลดค่าครองชีพ พัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มกำลังการบริโภคภายในประเทศและการใช้จ่ายของประชาชน
