อินโนเวสท์ฯชี้เป้าปีนี้ 1500-1530 ชู 5 หุ้นเด่น แนะกลยุทธ์-จังหวะเข้าลุย

HoonSmart.com>>นายกฯ นำรายชื่อ “ครม.อนุทิน 2” ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว ด้านบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะจังหวะลุยซื้อหุ้น หากสหรัฐฯบุกรอบใหม่ ยกสถิติสงครามจบเด้งกลับ 50% จากจุดต่ำสุด  แนะ 4 กลยุทธ์ ลุยสายการบิน-ท่องเที่ยว -SCC  ส่วนการวิเคราะห์ 3  สถานการณ์ กรณีแย่สุดทุบดัชนี SET 1,076  จุด เป้าปีนี้ 1,500–1,530 จุด แจก 5 หุ้นเด่น ADVANC, BBL, BDMS, BEM,GULFไตรมาส 2  ตลาดผันผวนเน้นกระจายลงทุนสินทรัพย์ วันนี้หุ้นไทยเก่ง ปิดบวก 2.57 จุด เงินบาทอ่อนแตะ 33 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  เปิดเผยถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ได้ลงนามเสนอรายชื่อครม.เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯแล้วตามขั้นตอน

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะจบหรือลงเอยอย่างไร โดยมีการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ 3 สถานการณ์ กรณีเลวร้ายที่สุด  ดัชนี SET จะลงต่ำที่สุดบริเวณ  1,076  จุด ส่วนเป้าหมายในปี 2569 มองไว้ที่ระดับ 1,500–1,530 จุด โดยมีกลุ่ม ICT กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก หุ้นที่แนะนำ ได้แก่ ADVANC, BBL, BDMS, BEM และ GULF ซึ่งเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีระดับมูลค่าที่เหมาะสมและมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรในระยะต่อไป จากการมีอำนาจต่อรองในการปรับขึ้นราคาแล้วความต้องการซื้อสินค้าไม่ลดลงมากนัก

“จากสถิติที่ผ่านมา เมื่อเกิดสงคราม  หุ้นจะปรับตัวลงแรงแล้วจะเด้งกลับมาประมาณครึ่งหนึ่งจากที่ร่วงลงไปต่ำสุด ครั้งนี้แนะนำว่าถ้าสหรัฐฯบุกรอบใหม่หลังจากพักรบ จะต้องเข้าซื้อหุ้น”นายสิทธิชัยกล่าว

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิด 4 กลยุทธ์การลงทุนหากสงครามจบหรือคลี่คลายจะซื้อหุ้นอะไรดี  เช่น ระยะสั้น 1-4 สัปดาห์ เน้นความเร็ว เข้าซื้อหุ้นเก็งกำไร หุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันลงแรง หรือ มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง เช่น ได้แก่ สายการบิน โรงไฟฟ้า และท่องเที่ยว รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากความเสี่ยงเรื่องห่วงโซ่อุปทานชะงักงันที่ลดลง ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์,SCC และ SCGP

ส่วนระยะกลาง 3-6 เดือน เน้นความทนทานเพื่อสู้กับ Stagflation แม้สงครามจจะสงบ แต่ราคาน้ำมันเบรนท์สร้างฐานใหม่ เช่น 80-85 เหรียญ/บาร์เรล สูงกว่าอดีตที่ 65-70  เหรียญ กลยุทธ์ทยอยซื้อสะสม กลุ่มที่สามารถส่งผ่านต้นทุนหรือปรับราคาให้กับลูกค้าได้เร็ว ในกลุ่มสื่อสาร,การแพทย์,พาณิชย์ ส่วนระยะยาว 6-12 เดือนขึ้นไป เน้นพลังงานทางเลือก นิคมสาหกรรม ขณะที่ระยะสั้นเตือนระวังแรงขายหุ้นพลังงานต้นน้ำ เช่น PTTEP สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ  แนะถือเงินสดหรือถือตราสารหนี้ระยะสั้น

นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า ภาพการลงทุนในไตรมาส 2/2569 ถูกปกคลุมด้วยสถานการณ์สงครามที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก และพัฒนาการยังเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนตลาดในระยะสั้น  จึงยังคงแนะนำให้ “Stay Invested, Stay Selective” การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ยังมีความสำคัญ โดยเน้นการคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพ และเพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพดี ขณะที่การถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสม ยังมีบทบาทในการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระยะกลาง ถึงยาว แต่ระยะสั้นอาจถูกกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยที่มีความเสี่ยงเปลี่ยนกลับมาเป็นขาขึ้น การลงทุนในระยะยาวมองหาอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก AI, โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense)

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังเติบโตในระดับปานกลาง แต่เผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการมุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่อง สร้างความเสี่ยง Stagflation และอาจบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) พลิกจากวัฏจักรการผ่อนคลายมาสู่การขึ้นดอกเบี้ยสู่ 4.13% ในกรณีเลวร้าย ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐฯ จะแข็งค่าขึ้น 10% จากก่อนสงคราม กดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก

สำหรับไทย ประเมิน GDP ในกรอบ 1.0–1.7% ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงคราม โดยในสถานการณ์กลางที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในขณะนี้ GDP จะชะลอลงเหลือ 1.4% กนง. ต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และเงินบาทอ่อนค่าสู่ระดับ 34 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่ไทยยังเผชิญความเปราะบางด้านพลังงานสูง โดยนำเข้าพลังงานสุทธิมากกว่า 7% ของ GDP และพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ทุกๆ 10% ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น จะกด GDP ลง -0.04% และดันเงินเฟ้อขึ้น 0.35% หากดีเซลขยับจาก 30 บาทสู่ 40 บาท จะส่งผลกระทบต่อ GDP ถึง -0.13% และเงินเฟ้อสูงขึ้น 1.16% รวมถึงยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นเกินสองเท่า วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน และต้นทุน LNG ที่พุ่งสูงกว่า 100%”

ด้านตลาดหุ้น 30 มี.ค.2569 ดัชนีปิดที่ระดับ 1,449.62 จุด +2.57 จุด หรือ +0.18% มูลค่าการซื้อขาย 57,708.29 ล้านบาท แม้ระหว่างวันจะร่วงลงไป 14.48 จุด แตะต่ำสุด 1,432.57 จุดก็ตาม  โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 933.80 ล้านบาท และขายตราสารหนี้ 2,334 ล้านบาท สถาบันขายหุ้น1,136.89 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 1,312.57 ล้านบาท นักลงทุนไทยซื้อสุทธิ 758.12 ล้านบาท

ตลาดหุ้นไทยปิดบวกสวนทางตลาดเอเชียส่วนใหญ่ปิดลดลง นำโดย ญี่ปุ่น -2.79 % เกิดจากนักลงทุนมีแรงซื้อหุ้นน้ำมันและสำรวจ, ปิโตรเคมีและ โรงกลั่น  เนื่องจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับขึ้นสู่ระดับ 115 ดอลลาร์/บาร์เรล ใกล้ระดับสูงสุดของรอบนี้ที่ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนกลุ่ม ICT, กลุ่มค้าปลีก จะได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลใหม่  แม้ว่ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ นำโดย DELTA จะปรับตัวลงก็ตาม