HoonSmart.com>>ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 793 จุด เข้าสู่ภาวะปรับฐาน ส่วนดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ร่วงลง ด้าน “ราคาน้ำมัน” พุ่ง เบรนท์ปิดที่ 112.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้กังวลต่ออุปทาน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ
ตลาดหุ้นสหรัฐ วันที่ 27 มีนาคม 2569 ปิดลบ โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average (DJIA) เข้าสู่ภาวะปรับฐาน ส่วนดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ร่วงลง ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้กังวลต่ออุปทาน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 45,166.64 จุด ลดลง 793.47 จุด, -1.73%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,368.85 จุด ลดลง 108.31 จุด, -1.67%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 20,948.36 จุด ลดลง 459.72 จุด, -2.15%
ดัชนี Dow Jones Industrial Average เข้าสู่ภาวะปรับฐานอย่างเป็นทางการหลังลดลงมากกว่า 10% จากระดับปิดสูงสุดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ขณะที่ดัชนี Nasdaq ซึ่งมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหลัก เผชิญแรงขายอย่างหนัก ทำให้การปรับฐานที่เกิดขึ้นแล้วลึกขึ้นไปอีก
ทั้งสามดัชนีหลักปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 6 เดือน และลดลงการลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ห้า
ตลาดปรับตัวลงในวงกว้าง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เช่น Boeing และ Nvidia ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แม้หุ้นกลุ่มพลังงานจะช่วยพยุงไว้ได้บ้างจากการปรับตัวขึ้นจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น แต่ก็ไม่มากพอที่จะชดเชยการเทขายในวงกว้างของกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และกลุ่มอุตสาหกรรม เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มสูงขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่เพิ่มสูงขึ้นไปแตะระดับ 4.46% และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ความคาดหวังเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นลดลง ส่งผลให้มูลค่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูงลดลง บริษัทผู้ผลิตชิปอย่าง Micron และ Nvidia ลดลงอย่างมาก
และความล้มเหลวในการเจรจาทางการทูตเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ ความรุนแรงและการหยุดชะงักของอุปทานในตลาดพลังงานโลกทำให้เกิดความวิตกกังวล หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขยายเวลาการทำข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้
ทรัมป์ขยายกำหนดเส้นตายสำหรับอิหร่านออกไปอีก 10 วัน โดยให้เวลาอิหร่านจนถึงวันที่ 6 เมษายน ในการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ มิฉะนั้นจะเผชิญกับการโจมตีโรงไฟฟ้า การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงท่าทีของทรัมป์เกี่ยวกับสงคราม และแสดงให้เห็นถึงเส้นทางที่เป็นไปได้ในการลดความตึงเครียด อย่างไรก็ตามยังคงมีความไม่แน่นอนว่าการชะลอการเจรจาของทรัมป์จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ เนื่องจากอิหร่านยังคงปฏิเสธความพยายามของสหรัฐฯ ในการบรรลุข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มวัฏจักรเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันข้อมูลความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแอทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยนักลงทุนแห่ถอนเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงท่ามกลางความผันผวน
มหาวิทยาลัยมิชิแกนเผย ดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายของผู้บริโภคเดือนมีนาคมลดลงมาที่ 53.3 จาก 56.6 ในเดือนกุมภาพันธ์ และต่ำกว่า 55.5 ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ นอกจากรี้ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าในช่วง 1 ปีข้างหน้า เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.8% สูงกว่า 3.4% ที่คาดการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.2% ลดลงจาก 3.3%
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ นักลงทุนยังเผชิญกับจากสัญญาณที่ขัดแย้งกันจากตะวันออกกลาง สะท้อนถึงความไม่แน่นอน แต่ในรอบสัปดาห์ก็ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 575.30 จุด ลดลง 5.54 จุด, -0.95% แต่ยังคงปรับตัวขึ้น 0.4% ในรอบสัปดาห์
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 9,967.35 จุด ลดลง 4.82 จุด, -0.05%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,701.95 จุด ลดลง 67.36 จุด, -0.87%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 22,300.75 จุด ลดลง 312.22 จุด, -1.38%
นักลงทุนต่างหวังว่าสงครามจะยุติลงอย่างรวดเร็ว แต่เริ่มเหนื่อยหน่าย เนื่องจากข้อความจากสหรัฐและอิกร่านเริ่มแตกต่างกัน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้จุดประกายความหวังเรื่องการหยุดยิงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านกลับมีท่าทีที่ระมัดระวังมากกว่า ทรัมป์ให้เวลาอิหร่านอีก 10 วันในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการทำลายโรงไฟฟ้า หลังจากที่อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอของเขาในการยุติสงคราม
แซม ปีเตอร์ส ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ ClearBridge Investments กล่าวว่า หากสถานการณ์นี้ไม่ได้รับการแก้ไขภายในสองสามสัปดาห์ข้างหน้า ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกจะลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และราคาน้ำมันจำเป็นต้องปรับขึ้นเพื่อลดอุปสงค์
ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจยุโรปซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเป็นอย่างมาก
คริส บิวแชมป์ หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดของ IG กล่าว“ตลาดหุ้นจะไม่เริ่มฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะมีการเจรจาที่เกี่ยวข้องกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างชัดเจน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามเริ่มปรากฏให้เห็นในข้อมูลแล้ว การสำรวจเมื่อต้นสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของภาคเอกชนชะลอตัวลงอย่างมากในเดือนมีนาคม เนื่องจากสงครามทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นถึงระดับสูงสุดในรอบกว่าสามปี และก่อให้เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2022
ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้นได้ทำให้การคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางยุโรปจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนเมษายนเพิ่มสูงขึ้นถึง 57% ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG ก่อนเกิดสงคราม นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดทั้งปี
ในบรรดาหุ้นรายตัว หุ้น Dino ผู้ค้าปลีกอาหารร่วงลง 16% หลังจากที่ระบุว่ายอดขายในปี 2025 จะเติบโตในอัตราที่ช้าลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความไม่แน่นอนในหมู่ผู้บริโภค ส่วนหุ้น Pernod Ricard ผู้ผลิตสุราปรับตัวขึ้น 8% หลังจากที่กล่าวว่ากำลังเจรจาเพื่อควบรวมกิจการกับ Brown-Forman เจ้าของ Jack Daniel’s
หุ้น AstraZeneca บริษัทผู้ผลิตยาเพิ่มขึ้น 3.4% หลังจากที่ประกาศว่ายา Tozorakimab ซึ่งเป็นยาที่อยู่ระหว่างการทดลองเพื่อรักษาโรคระบบทางเดินหายใจนั้น บรรลุเป้าหมายหลักในการทดลองระยะสุดท้ายสองครั้ง
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนเพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 5.16 ดอลลาร์ หรือ 5.46% ปิดที่ 99.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 4.56 ดอลลาร์ หรือ 4.22% ปิดที่ 112.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

