HoonSmart.com>>SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์วิกฤติตะวันออกกลาง กรณีฐานยืดเยื้อ 2 เดือน ราคาน้ำมันเบรนท์ทั้งปีเฉลี่ย 85 ดอลลาร์ ดีเซลไทย 43 บาท คาดพีคสุดเม.ย.ถึง 60 บาท เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีก 54% โลกพลังงานไม่เหมือนเดิม ไล่เงินเฟ้อเร่งตัว 3.2% ไทยเผชิญ 3 ขาดดุลเพิ่มความเสี่ยงเรทติ้งประเทศ หั่น GDP โตแค่ 1.4% กนง.คงดอกเบี้ย 1% คาดไม่ต่ำกว่า 15 อุตสาหกรรมได้รับผลกระทบสูง กระทบอัตรากำไร-สภาพคล่อง ทางรอด สต๊อกวัตถุดิบ-ล็อคต้นทุน

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของวิกฤตตะวันออกกลาง หลังสถานการณ์ยกระดับความรุนแรงเป็น “วิกฤตสองทาง” ทั้งจากราคาพลังงาน-สินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ โดยกรณีฐานสถานการณ์อาจยืดเยื้อ 2 เดือน กดดันราคาน้ำมันเบรนท์ทั้งปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันดีเซลในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 43 บาท/ลิตร คาดราคาจะปรับขึ้นสูงสุดแตะ 60 บาท/ลิตรประมาณเดือนเม.ย. ก่อนจะชะลอตัวลงในครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ราคาน้ำมันดีเซลที่ 60 บาท เพิ่มขึ้น 21.06 บาท คิดเป็นประมาณ 54%เทียบกับราคาปัจจุบันที่ 38.94 บาท

วิฤตการณ์ครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation (ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่กับเงินเฟ้อสูง) ปรับลดประมาณการ GDPปีนี้ โตเพียง 1.4% และเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมากอยู่ที่ 3.2% คาดไตรมาสที่ 2 อาจจะสูงถึง 4-5% รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพผ่านการขาดดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลังมากขึ้น (triple deficits)
ส่วนอีก 2 ฉากทัศน์ กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน และมีการทำลายแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมันเบรนท์ปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ และกรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก ราคาน้ำมัเบรนท์เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์
“ราคาพลังงานโลกจะไม่กลับไปสู่ระดับก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลางได้อีกแล้ว เพราะทุกประเทศจะยิ่งเร่งตัวสะสมสำรองน้ำมันเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อบริหารความเสี่ยงในอนาคต สำหรับผลกระทบครั้งนี้จะมากเพียงใด ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ยืดเยื้อและความเสียหายของแหล่งพลังงาน จากที่ผ่านมาปริมาณน้ำมันและก๊าซที่ต้องผ่านช่องแคบ Hormuz (ประมาณ 20% ของอุปทานโลก) ลดลงอย่างมาก น้ำมันหายไป 19 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งผลกระทบทบอาจจะรุนแรงมาก เพราะอิหร่านเลือกโจมตีแหล่งพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 55% ส่วนราคาดีเซลของไทยอ้างอิงราคาตลาดในสิงคโปร์พุ่งขึ้น 102% และราคาก๊าซเพิ่มขึ้น 105% จากการโจมตีกาตาร์ที่เป็นแหล่งผลิต และส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่สัดส่วน 17%ของโลก”ดร.ยรรยงกล่าว
ส่วนเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เพราะนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของ GDP และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงราว 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ นอกจากนี้กระทบต่อภาคการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงมาก และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยโดยรวมจะชะลอตัว การบริโภคภาคเอกชนจะชะลอลงจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น
ขณะเดียวกันภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและกดดันอัตราผลกำไร(มาร์จิ้น) ความไม่แน่นอนและต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจชะลอการลงทุนใหม่ ขณะที่ตลาดการเงินผันผวนสูง เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินไหลออกทำให้เงินบาทอ่อนค่าเร็ว ส่งผลให้ดุลบัญชีเงินทุนติดลบสูงขึ้น โดย ธปท. อาจต้องเข้ามาดูแลแทรกแซงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ผ่านการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป
ทางด้านนโยบายการเงินเจอความท้าทาย Stagflation กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในปีนี้ คงรอดู (wait and see) ความชัดเจนและน่าจะเก็บ Policy space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็นและมีความมั่นใจ อย่างไรก็ดี กนง. อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ หากผลกระทบต่อ GDP รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ธปท. ตั้งใจที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการ Soft loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น
ดร.ยรรยง กล่าวว่า ในปีนี้เศรษฐกิจโลกก็จะชะลอลง จาก 2.7% เหลือ 2.5% โดยเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น เศรษฐกิจเอเชีย จะได้รับผลกระทบมาก ธนาคารกลางหลักมีท่าทีประเมินสถานการณ์ในช่วงความไม่แน่นอนยังมีสูง เฟด มีแนวโน้มเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 4 และคาดว่าจะลดได้เพียงครั้งเดียว 0.25%ในปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้น ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คงไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย คาดว่าจะเลื่อนไปในครึ่งหลังของปี
สำหรับทางออกเชิงนโยบายพลังงานจาก “ช่วยอุดหนุนแบบหน้ากระดาน” สู่ “มาตรการ 3T Targeted-Temporary-Transform” เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น และสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว หากปล่อยให้ราคาต่ำเกินไปเป็นเวลานาน จะสร้างภาระทางการคลังที่สูงมาก เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้มีรายได้สูงใช้พลังงานมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ไม่สนับสนุนให้เกิดการประหยัด นำไปสู่ดุลการค้าที่แย่ลงมาก ตลอดจนสร้างความเสี่ยงที่อาจต้องปล่อยให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นมากในระยะเวลาสั้นจนทำให้เศรษฐกิจชะงักงันแบบเฉียบพลันได้ และมีความเสี่ยงเรื่องเรทติ้ง
“รัฐควรอาศัยโอกาสนี้ในการปรับโครงสร้างพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ โดย T ที่ 1 คือ Targeted ช่วยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทบแรง 2.Temporary บริหารราคาพลังงาน ทยอยปรับขึ้นราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ฝืนทิศทางของราคาในตลาด เพื่อให้เวลาผู้บริโภคในการปรับตัว และลดความเสี่ยงทางการคลัง และ 3. Transform ใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับตัวเพิ่มความมั่นคงพลังงาน การสร้างแรงจูงใจแก่ภาคเอกชนในการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว”ดร.ยรรยงกล่าว

นางสาวโชติกา ชุ่มมี ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิต ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ทุกอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน และซัพพลาย ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานมากที่สุด ได้แก่ โรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติ,โรงกลั่น,ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี และโลจิสติกส์
ส่วนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบสูงจากต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตรและปุ๋ย ได้แก่ ธุรกิจการเกษตร,อาหารและเครื่องดื่ม,ชาวนา
สำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบสูงจากต้นทุนวัตถุดิบอุตสาหกรรม นำโดยอุตสาหกรรมเหล็ก,อิเล็กทรอนิกส์,ชิ้นส่วนยานยนต์,ซีเมนต์ และพลาสติก-บรรจุภัณฑ์,ก่อสร้างงและอสังหาริมทรัพย์
กลุ่มที่ต้องจับตาแม้พึ่งพาสินค้าและบริการที่เสี่ยงไม่สูงมากคือ โรงแรมและโรงพยาบาล

นางสาวโชติกากล่าวว่า ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่มีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานพลังงานและการใช้พลังงานในการผลิตสูง บางธุรกิจจะถูกกระทบจากอุปสงค์โลกที่เปราะบางหรือมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางสูง ทำให้ธุรกิจมีมาร์จิ้นลดลง และกระทบต่อสภาพคล่อง ส่วนราคาสินค้าอาหารและเกษตรต้องปรับขึ้น เช่น หมู ไข่และน้ำมันปาล์ม แต่สินค้าบางรายการยังปรับราคาเพิ่มขึ้นไม่ได้ อาหารทะเลขาดแคลน จากเรือประมงแบกรับต้นทุนราคาน้ำมันเขียวไม่ไหว
“วิกฤตครั้งนี้จะช่วยแก้ปัญหาของธุรกิจปิโตรเคมีให้มีความสมดุลมากขึ้น แม้จะต้องใช้เวลาในการลดซัพพลายที่ล้นตลาดมานานก็ตาม ขณะที่สินค้าบางประเภทได้อานิสงส์ เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยในการเป็นแหล่งผลิตอาหารโดยเฉพาะทูน่ากระป๋องอันดับหนึ่งของโลก ส่วนอาหารสำเร็จรูปน่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้น”นางสาวโชติกากล่าว
อ่านข่าวอื่นๆ : https://hoonsmart.com/archives/411063
